6678 11 Mar 2026

“เมื่อการตรวจสอบและการนำเสนอข่าวกลายเป็นคดีความ”
เสียงจากเวที Journalism is Not a Crime ว่าด้วยเสรีภาพสื่อและการฟ้องปิดปาก
เมื่อการตั้งคำถามเริ่มมีต้นทุนหรือมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยเงิน ชีวิต หรือจิตใจ คนก็อาจจะค่อยๆ เลือกเงียบ และเมื่อความเงียบค่อยๆ กลืนกินพื้นที่สาธารณะ การตรวจสอบผู้มีอำนาจก็อาจจะอ่อนแรงหรืออ่อนกำลังลง ขณะที่การต่อต้านคอร์รัปชันก็อาจถดถอยลง ความโปร่งใสก็ลดน้อยลงตามไ่ปด้วย และท้ายที่สุดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจรวมถึงภาพรวมของประเทศก็อาจสั่นคลอนไปพร้อมกัน
ท่ามกลางบริบทเช่นนี้ ในงานมอบรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 (Media Awards 2025) ของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ในเวทีเสวนา “การนำเสนอข่าวไม่ใช่อาชญากรรม” (Journalism is Not a Crime) จึงกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญก่อนพิธีมอบรางวัล เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดวงสนทนาเกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อมวลชน และสิทธิในการรายงานข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือกรณีการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน นักการเมือง และสื่อมวลชนรวม 6 คน จากการไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เหตุการณ์นี้ถูกใช้เป็นตัวอย่างสำคัญในการตั้งคำถามว่าปัจจุบันเสรีภาพสื่อในประเทศไทยอยู่ในสถานะใดและมีเสรีภาพมากแค่ไหน
บนเวทีเสวนาครั้งนี้ มีการสะท้อนสถานการณ์จริงของสื่อมวลชนไทย ในช่วงเวลาที่การตรวจสอบการทำงานของรัฐอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีความ และทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าเส้นแบ่งระหว่างการตรวจสอบตามตรรยาบรรณวิชาชีพกับการถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด มีการถูกกำหนดไว้อย่างไรและกำหนดโดยใครหรือหน่วยงานไหน ก่อนที่จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีหากมีการรายงานข่าวหรือภาพข่าวสู่สังคม
การตรวจสอบของสื่อมวลชนไม่ควรถูกมองเป็นภัยกับรัฐ
ดร.สังกมา สารวัตร คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร แสดงความเห็นต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน นักการเมือง และสื่อมวลชนรวม 6 คน จากการไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว กรุงเทพฯ โดยตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่สบายใจกับการที่ต้องถูกตรวจสอบโดยสื่อมวลชนอย่างเห็นได้ชัด
“การเมืองไทยตอนนี้มีลักษณะที่ไม่คุ้นชินกับการถูกตรวจสอบจากสื่อมวลชน ทั้งที่ในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ”
“การนำเสนอข่าวไม่ใช่อาชญากรรมและการทำหน้าที่ของสื่อจึงไม่ควรถูกนำไปสู่การฟ้องร้องเพื่อปิดปากหรือจำกัดเสรีภาพในการรายงานข่าว”
สังกมาย้ำว่าทั้งในรัฐธรรมนูญไทยและหลักการของสหประชาชาติ ได้มีการรับรองสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยงานรัฐชัดเจน โดยระบุว่า ประชาชนมีสิทธิรับรู้ข้อมูลการทำงานของหน่วยงานรัฐ และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะคือการแสดงความโปร่งใส หากรัฐยอมเปิดเผยข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้มากเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมจะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
“การเลือกตั้งคือเรื่องของผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าประชาชนจะสนับสนุนฝ่ายใด แต่เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นจากฝั่งใดก็ตาม สื่อมวลชนมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม นี่คือบทบาทตามหลักวิชาชีพและหลักประชาธิปไตย”
ในมุมมองของสังกมายังเห็นว่า การสังเกตการณ์การเลือกตั้ง หรือการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการคุกคามหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอิสระ และในทางตรงกันข้ามบทบาทดังกล่าวควรถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของกลไกตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย ที่ช่วยให้กระบวนการเลือกตั้งและระบบการเมืองมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะมากยิ่งขึ้น
“เรื่องที่นำมาสื่อสาร จะจริงหรือไม่จริงเราอาจยังไม่ทราบ แต่สื่อมีหน้าที่เหมือนเป็นคบไฟ วันนี้อาจจะดวงเล็กหน่อย แต่ค่อยๆ จุดให้คนได้เห็นแสงสว่างตามมุมต่างๆ ของสังคม คนที่ชอบอยู่ในความมืด พอเราเอาไฟส่องไปที่เขา เขาจะได้ออกมารับผิดชอบ ซึ่งเขาอาจจะถูกหรือผิดไม่ทราบ แต่อย่างน้อยเขาต้องตอบคำถามให้ได้

ถ้ารัฐไม่อยากให้ตรวจสอบ สื่อยิ่งต้องตรวจสอบ
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า แม้ตนเองจะเป็น สว. ที่มีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่เสียงของตนเพียงคนเดียวไม่อาจกำหนดทิศทางการตัดสินใจได้ พร้อมชี้ว่า การทำข่าวด้านสิทธิมนุษยชนคือการตั้งคำถามต่ออำนาจรวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคม และเป็นการท้าทายข่าวกระแสหลักที่อาจไม่แตะประเด็นอ่อนไหวเพราะมีปัจจัยแวดล้อมอื่นมาเกี่ยวข้อง โดยมองว่าขณะนี้สื่อกำลังเผชิญแรงกดดันด้านสิทธิเสรีภาพ จากกรณีที่ กกต. ดำเนินคดีต่อภาคประชาชน นักการเมือง และสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบอำนาจรัฐ
เทวฤทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า หากหน่วยงานของรัฐไม่ต้องการให้สื่อรายงานหรือไม่ต้องการให้ถูกตรวจสอบ ยิ่งสะท้อนถึงความจำเป็นของบทบาทสื่อมวลชนในฐานะกลไกถ่วงดุลระหว่างรัฐกับประชาชน
“การทำข่าวด้านสิทธิมนุษยชนคือการตั้งคำถามต่ออำนาจ และเป็นกลไกสำคัญในการถ่วงดุลรัฐ หากสังคมไม่สามารถตั้งคำถามได้ เสรีภาพสื่อก็จะค่อย ๆ ถูกจำกัด”
“ถ้าไม่อยากให้สื่อตรวจสอบ สื่อก็ยิ่งต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ เพราะนั่นคือกลไกถ่วงดุลระหว่างรัฐกับประชาชน”
ในช่วงท้าย เทวฤทธิ์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะกรณีนี้หรือกรณีไหนๆ ควรถูกพิจารณาและแก้ไขในระดับโครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งออกแบบให้องค์กรอิสระหลายแห่งยึดโยงกับประชาชนลดลงหรือให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนน้อยลง จนทำให้กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลอาจไม่สะท้อนเสียงของสาธารณะอย่างเพียงพอ และหากต้องการให้ระบบประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้น การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยึดโยงกับประชาชนขององค์กรอิสระ จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรร่วมกันพิจารณาอย่างจริงจังต่อจากนี้
“ถ้าองค์กรอิสระไม่เปิดให้ประชาชนตรวจสอบ หรือไม่ฟังเสียงของสังคมจริงๆ เสียงสะท้อนจากคนทั่วไปก็จะมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจน้อยลง แล้วสุดท้ายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบก็จะค่อยๆ ลดลงไปด้วย”
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกฟ้องทั้ง 6 คน ว่าทุกคนปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพลเมืองตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง และประเด็นสิทธิพลเมืองเองก็ถูกระบุไว้ในยุทธศาสตร์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งคงทำให้ กกต. อาจกังวลว่าหากไม่ดำเนินการใดๆ จะถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ โดยเทวฤทธิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมว่า การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามกรอบกฎหมาย หลักความจำเป็น และความรับผิดชอบต่อสาธารณะหรือไม่
ข่าวสืบสวนสอบสวนและข่าวสิทธิมนุษยชน เริ่มจาก “การไม่เชื่อ” และ “หาหลักฐาน”
หากมองลึกไปกว่ากรณีที่ กกต. ฟ้องดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหารวม 6 คน สิ่งที่กำลังถูกทดสอบในเวลานี้ ไม่ใช่แค่คดีหนึ่งคดีที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่คือ “วิชาชีพข่าวสืบสวนสอบสวน” ทั้งกระบวนการของการทำงานข่าว เพราะจะเป็นสารตั้งต้นที่นำพาไปสู่ความจริงและฉายให้เห็นความไม่ปกติของสังคมและผู้มีอำนาจ ขณะที่ การทำข่าวสืบสวนสอบสวนสำหรับสื่อมวลชน คือกระบวนการค้นหาความจริงที่อาจถูกซ่อนอยู่ เพื่อนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินที่อาจถูกใช้โดยมิชอบทั้งที่เป็นเงินจากภาษีของประชาชน
บทเรียนของการทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่ผ่านมา พบว่ามีนักข่าวจำนวนมากถูกสอนอยู่บนหลักคิดที่ว่า “ต้องเริ่มจากการไม่เชื่อ” หรืออย่างน้อย “ต้องสงสัยไว้ก่อนหากพบความไม่ชอบมาพากล” เมื่อพบจุดบอดหรือความผิดปกติในเรื่องที่กำลังติดตาม ความสงสัยนั้นหากทำตามจรรยาบรรณวิชาชีพ ย่อมไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้าและไม่ใช่การทำลายชื่อเสียงของใคร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาหลักฐาน เอกสาร และข้อเท็จจริง เพื่อทำให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจ ต้องตอบคำถามให้ชัดเจนและตรงประเด็น
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากการตั้งคำถามเหล่านี้นำไปสู่การถูกฟ้องร้อง และหากสื่อไม่กล้าสงสัย เราอาจไม่รู้ข้อเท็จจริงหลายเรื่องในประวัติศาสตร์ข่าวไทย เราอาจไม่กล้าตรวจสอบความผิดปกติของโครงการสาธารณะ เราอาจไม่กล้าสืบค้นคดีที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหรือทุนขนาดใหญ่ และท้ายที่สุดพื้นที่ข่าวไม่วาจะข่าวสืบสวนหรือข่าวสิทธิมนุษยชนอาจเหลือเพียงเนื้อหาที่ปลอดภัยต่อผู้มีอำนาจ แต่ไม่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะ และกลบเสียงคนตัวเล็กตัวน้อย ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล ไม่ได้ส่งเสียงในสิ่งที่เขาต้องการสื่อสาร
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจึงอาจบอกได้ว่า เสรีภาพสื่อมวลชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของนักข่าว ช่างภาพข่าว หรือกองบรรณาธิการข่าวเพียงอย่างเดียว แต่เสรีภาพสื่อเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้สังคมสามารถเข้าถึงความจริงและร่วมกันตรวจสอบอำนาจได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่ถูกทำให้กลัวหรือหวาดระแวงในการทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณาวิชาชีพ
ฟ้อง SLAPP: ใช้กฎหมายเป็นแรงกดดันให้สื่อมวลชนปิดปาก
หนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงบนเวทีคือ SLAPP - Strategic Lawsuit Against Public Participation หรือที่เรียกกันว่า “การฟ้องปิดปาก” หากมองในทางทฤษฎีจะมีการอ้างว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกลไกทางกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากแล้ว แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้วนั้น กลไกที่มีอยู่ยังมีขอบเขตจำกัดและไม่ได้ครอบคลุมทุกกรณี โดยเฉพาะกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการร้องเรียนเรื่องทุจริตในภาครัฐตามกระบวนการเฉพาะ จึงทำให้ผู้ที่ถูกฟ้องร้องในประเด็นสาธารณะจำนวนมากยังไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะกับประชาชนหรือสื่อมวลชน ขณะที่ คำว่า SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation หมายถึง การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับหรือขัดขวางการมีส่วนร่วมของสาธารณะ อธิบายง่ายๆ คือ การใช้การฟ้องร้องเป็นเครื่องมือกดดันผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ หรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ และจุดสำคัญของ SLAPP ไม่ได้อยู่ที่ผลของคดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการดำเนินคดี เพราะแม้คดีจะยังไม่สิ้นสุดในเร็ววัน แต่การถูกฟ้องก็อาจสร้างภาระทางกฎหมาย ค่าใช้จ่าย เวลา และแรงกดดันทางจิตใจ จนทำให้ผู้ถูกฟ้องลังเลหรือหยุดการเคลื่อนไหว จึงเรียกได้ว่าการฟ้อง SLAPP คือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกดดันหรือคุกคามผู้ที่ใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมือง โดยเฉพาะเมื่อประเด็นนั้นเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะหรือการตรวจสอบอำนาจ
คำถามที่เวทีเสวนาทิ้งไว้ช่วงท้าย จึงเป็นคำถามใหญ่ที่ส่งตรงไปถึงผู้มีอำนาจ รัฐ และสังคมโดยรวมว่า เราจะยอมรับได้หรือไม่ หากการใช้กฎหมายฟ้องร้องสื่อหรือประชาชนที่ตั้งคำถาม กลายเป็น “เรื่องปกติ” ในสังคม และการตอบโต้การตรวจสอบด้วยคดีความถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เพราะหากการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP เกิดขึ้นได้ง่ายและถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดา ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่เสรีภาพของสื่อมวลชนเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงทั้งระบบ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอเป็นส่วนหนึ่งในการย้ำว่า “การนำเสนอข่าวไม่ใช่อาชญากรรม” (Journalism is not a crime) และการตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจไม่ใช่การยุยงหรือสร้างความขัดแย้ง และการตรวจสอบเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงคือหัวใจของสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม ขณะที่ ในห้วงเวลาที่เสรีภาพสื่อกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยืนยันจุดยืนว่าจะยืนหยัดเคียงข้างสื่อมวลชน และผู้ที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามหลักการสิทธิมนุษยชน เพื่อให้สังคมไทยยังคงมีพื้นที่สำหรับความจริง ความโปร่งใส และความยุติธรรมต่อไป
31 Jul 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม