251 12 Jan 2026

สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย - เครือข่ายสลัม 4 ภาค เดินสายเสนอ “วาระที่อยู่อาศัยแห่งชาติ 2569” ต่อ 5 พรรคการเมือง เรียกร้องบรรจุเป็นนโยบายหลัก ชี้ที่อยู่อาศัยคือสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สินค้าเก็งกำไร
ระหว่างวันที่ 7-9 มกราคม 2569 สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย ร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค เดินสายเข้าพบและยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายด้านที่อยู่อาศัยต่อ 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม เพื่อผลักดันให้บรรจุเป็นนโยบายหลักของพรรคในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569
การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับ “สิทธิในที่อยู่อาศัย” ให้เป็นวาระสาธารณะและเป็นนโยบายเชิงโครงสร้างของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินและวิกฤตราคาที่อยู่อาศัยที่ทวีความรุนแรง โดยภาคประชาชนย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ควรเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหาร แต่ต้องเป็นการ “เปลี่ยนผ่านโครงสร้าง” ที่กดทับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาอย่างยาวนาน
เครือข่ายสลัม 4 ภาค ระบุว่า ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ปี 2567 ชี้ชัดว่าความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง กลุ่มคนส่วนน้อยถือครองที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศ ขณะที่เกษตรกรและคนจนเมืองจำนวนมากไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ต้องเช่าที่ดินหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่รกร้าง
ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า ราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครมีอัตราส่วนราคาต่อรายได้สูงถึง 21 เท่า หมายความว่าครัวเรือนระดับปานกลางต้องใช้รายได้ทั้งหมดถึง 21 ปีจึงจะสามารถซื้อบ้านได้ สะท้อนความล้มเหลวของกลไกตลาดเสรีในการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนส่วนใหญ่ และหากรัฐยังเพิกเฉย ประเทศอาจเผชิญปัญหาการไร้บ้านและภาระหนี้สินระยะยาวในวงกว้าง
จากบริบทดังกล่าว เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงเสนอ “วาระที่อยู่อาศัยแห่งชาติ 2569” และเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการปฏิรูปที่ดินและระบบที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยยืนยันว่าที่อยู่อาศัยคือสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สินค้าเพื่อการเก็งกำไร
ข้อเสนอด้านที่อยู่อาศัยของเครือข่ายสลัม 4 ภาค
“สิทธิในที่อยู่อาศัยคือสิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ต้องถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ
รูปแบบการจัดการที่อยู่อาศัยในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ การจัดบริการที่อยู่อาศัยโดยเอกชน และการจัดบริการหรือสนับสนุนที่อยู่อาศัยโดยภาครัฐ ซึ่งเครือข่ายสลัม 4 ภาคมีข้อเสนอดังนี้
1. การจัดบริการที่อยู่อาศัยโดยเอกชน สำหรับประชาชนทั่วไป
2. การจัดบริการหรือสนับสนุนที่อยู่อาศัยโดยภาครัฐ สำหรับผู้มีรายได้น้อย
ขณะเดียวกัน สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย ได้นำเสนอข้อเสนอนโยบายที่สะท้อนสถานการณ์ของคนไร้บ้านและผู้เปราะบางด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ โดยยืนยันว่าการไร้บ้านไม่ใช่ความล้มเหลวของปัจเจกบุคคล แต่คือความล้มเหลวของรัฐที่ขาดหลักประกันด้านที่อยู่อาศัย
สมาพันธ์ฯ ชี้ว่า ประสบการณ์จากพื้นที่จริง เช่น โครงการห้องเช่าคนละครึ่ง โครงการห้องเช่าราคาถูก และจุดพักฉุกเฉินกลางเมือง แสดงให้เห็นชัดว่า เมื่อคนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัย พวกเขาสามารถตั้งหลักชีวิต เข้าถึงงาน สุขภาพดีขึ้น และกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
ข้อเสนอนโยบายสมาพันธ์คนไร้บ้านไทย เสนอให้ทุกพรรคการเมืองบรรจุข้อเสนอต่อไปนี้ เป็น "นโยบายหลัก" ในการหาเสียงและต้องทำทันทีเมื่อได้เป็นรัฐบาล ดังนี้
1. ต้องบรรจุ "สิทธิในที่อยู่อาศัย" ไว้ในรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองต้องผลักดันให้ที่อยู่อาศัยเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" รัฐต้องมีหน้าที่จัดหาหลักประกันให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย ไม่ให้ใครต้องถูกทิ้งให้อยู่ข้างถนนเพียงเพราะความยากจน หรือข้อจำกัดทางทะเบียนราษฎร์
2. ขยายผลโมเดลที่ทำได้จริง โครงการห้องเช่าคนละครึ่ง และโครงการห้องเช่าราคาถูก ที่ดำเนินการโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องได้รับการสานต่อ และยกระดับเป็นนโยบายสำคัญที่มีงบประมาณเพียงพอที่จะขยายครอบคลุมทั่วประเทศ
3. ปลดล็อกที่ดินรัฐ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย และคนไร้บ้าน ใช้ทรัพยากรของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาทางสังคม เป็นการลดต้นทุนด้านที่อยู่อาศัย ทำให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้นในราคาถูก
4. การจัดตั้งกองทุนหลักประกันความมั่นคงเพื่อป้องกันการไร้บ้าน "กองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อคงสิทธิที่อยู่อาศัย" (Eviction Prevention Fund) รัฐต้องเปลี่ยนจากการสงเคราะห์ปลายเหตุมาเป็นการสร้างระบบ "ป้องกัน" กลุ่มคนจนเมืองที่เสี่ยงจะหลุดออกมาอยู่ข้างถนนจากวิกฤตเศรษฐกิจระยะสั้น โดยทำงานร่วมกับ "ระบบติดตามความเปราะบางทางสังคมเชิงรุก" เพื่อระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีสัญญาณความเสี่ยง กลไกนี้จะช่วยรักษาที่อยู่อาศัย และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มเสี่ยงไม่ให้พังทลาย ซึ่งประหยัดงบประมาณภาครัฐในระยะยาวมากกว่าการตามเยียวยาเมื่อกลายเป็นคนไร้บ้านถาวรไปแล้ว
5. ปฏิรูประบบงบประมาณท้องถิ่นให้ยึดตามการใช้ชีวิตจริง และปรับปรุงอำนาจหน้าที่ให้สามารถดำเนินการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ติดล็อกระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่ให้ดูแลเฉพาะผู้มีชื่อใน "ทะเบียนบ้าน" ทำให้คนไร้บ้านหรือประชากรแฝงกลายเป็นคนตกหล่นเชิงนโยบาย จึงเสนอให้เปลี่ยนมาเป็นการ "จัดสรรงบประมาณตามจำนวน
ประชากรที่ใช้ชีวิตและรับบริการจริงในพื้นที่" เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจทางกฎหมายและงบประมาณในการจัดสวัสดิการพื้นฐาน เช่น การจ้างงานรายวัน การดูแลสุขภาพปฐมภูมิเชิงรก และจัดตั้งจุดพัก ฉุกเฉินกลางเมือง บนความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ เป็นต้น
6. ยกระดับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งสู่การบริหารจัดการร่วมกับภาคประชาชน (Co-management Model) การทำงานในลักษณะสถานสงเคราะห์ปิด และการยุบรวมศูนย์ฯ ในหลายจังหวัดทำให้การเข้าถึงสิทธิทำได้ยาก จึงเสนอให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) "หยุดการยุบรวมศูนย์ฯ" และปรับบทบาทสู่การเป็นศูนย์สร้างโอกาสที่ทำงานเชิงรุกในพื้นที่สาธารณะ โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการร่วม ที่ให้ภาคประชาชน และท้องถิ่นมีส่วนร่วมตัดสินใจ บนฐานของการเคารพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสอดคล้องกับสภาพปัญหาจริงของคนในเมือง
สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย และเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยืนยันว่าจะติดตามท่าทีและจุดยืนของพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่าการสนับสนุนทางการเมืองจะมอบให้กับพรรคที่แสดงเจตจำนงอย่างแท้จริงในการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย เพราะ “ที่อยู่อาศัยคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นสิทธิที่รัฐต้องรับประกันให้กับทุกคน”
ข้อมูลและภาพจาก สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย Thai Homeless Confederation , เครือข่ายสลัม๔ภาค Four Regions Slum Network
31 Jul 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม