2734 22 Aug 2019

ช่วงระหว่างวันที่ 1 - 2 สิงหาคม 2562 ได้เกิดเหตุลอบวางระเบิดบริเวณสถานที่ราชการและพื้นที่สาธารณะอย่างน้อย 7 จุด ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยในวันที่ 2 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมและควบคุมตัวชายมุสลิมเชื้อสายมลายู 2 คน คือ นายลุกไอ แซแง (อายุ 23 ปี) และ นายวิลดัน มาหะ (อายุ 29 ปี) ได้ในจังหวัดชุมพร ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินทางกลับภูมิลำเนาในจังหวัดนราธิวาส โดยตั้งแต่วันที่ 2 – 4 สิงหาคม 2562 ญาติและทนายความไม่ทราบสถานที่ควบคุมตัวที่แน่ชัดและไม่สามารถเข้าพบบุคคลทั้งสอง จนกระทั่งวันที่ 5 สิงหาคม ญาติทราบว่าผู้ต้องสงสัยอาจถูกควบคุมตัวที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศปก.ตร.ส่วนหน้า อ.เมือง จ.ยะลา จึงได้เข้าพบนายลุกไอ ในขณะที่รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงว่า การจับกุมและควบคุมตัวบุคคลทั้งสองอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคาดหมายว่าจะควบคุมตัวทั้งสองคนจนถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2562
นอกจากนี้ ระหว่างที่บุคคลทั้งสองถูกควบคุมตัว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า กลุ่มบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ยังเข้าควบคุมตัวและนำตัวญาติของนายลุกไอไปสอบถามข้อมูลโดยไม่ยอมเปิดเผยชื่อ สังกัด และสถานที่ในการควบคุมตัวอีกด้วย ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและองค์กรตามรายชื่อข้างท้ายจึงมีข้อสังเกตถึงการอ้างและใช้อำนาจตามกฎหมายในการควบคุมตัวนายลุกไอ แซแง และนายวิลดัน มาหะ ดังนี้
1. การปกปิดชะตากรรมผู้ต้องสงสัยใน 3 วันแรก
ช่วงระยะเวลาอย่างน้อย 3 วัน (ระหว่างวันที่ 2 - 4 สิงหาคม 2562) ที่นายลุกไอ แซแง และนายวิลดัน มาหะ ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวหรือหน่วยงานรัฐใดให้ข้อมูลแก่ญาติหรือทนายความถึงเหตุในการจับกุม และอำนาจที่ใช้ในการควบคุมตัว อีกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐยังให้ข้อมูลไม่ตรงกันถึงสถานที่ที่ใช้ในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสอง อันถือได้ว่าเป็นการปกปิดข้อมูลหรือชะตากรรมของผู้ถูกควบคุมตัวในระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งหากเป็นการจับกุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในมาตรา 87 กำหนดให้ควบคุมตัวบุคคลผู้ถูกจับไว้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน และผู้ถูกจับต้องได้รับแจ้งสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือทนายความรับรู้ถึงการจับกุมดังกล่าว
2. อำนาจในการควบคุมตัวบุคคลตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2562 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ) ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองคน โดยปัจจุบันทั้งสองถูกควบคุมอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า อ.เมือง จ.ยะลา ทั้งนี้ ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลไว้ในสถานที่อื่นซึ่งมิใช่สถานที่คุมขังได้ไม่เกิน 7 วัน โดยได้รับอนุญาตจากศาล และสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อขอขยายระยะเวลาในการควบคุมตัวต่อได้อีกคราวละ 7 วัน รวมแล้วไม่เกิน 30 วัน
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและองค์กรตามรายชื่อข้างท้ายมีข้อสังเกตว่า เหตุที่ใช้ในการควบคุมตัวบุคคลทั้งสองคือเหตุการณ์ระเบิดในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เหตุที่เกิดภายในพื้นที่จังหวัดยะลาซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็ต่อเมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 11 วรรคสองก่อน การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองจากจังหวัดชุมพร และนำมาควบคุมตัวต่อที่จังหวัดยะลา โดยอ้างว่าอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จึงไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งต้องมีประกาศใช้เฉพาะบางพื้นที่และต้องมีการทบทวนการประกาศใช้ทุกสามเดือน
หากเหตุในการกระทำความผิดเกิดนอกพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เจ้าหน้าที่นำตัวบุคคลผู้ต้องสงสัยไปควบคุมตัวในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อขยายระยะเวลาในการควบคุมตัว ย่อมเป็นการใช้อำนาจอย่างบิดเบือนและก่อให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม
3. การควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การควบคุมตัวญาติของนายลุกไอในวันที่ 4 สิงหาคม ไปจากที่ทำงานย่านสุขุมวิทเพื่อสอบถามข้อมูล โดยกลุ่มบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่แต่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อ สังกัด และสถานที่ในการควบคุมตัว ไม่มีหมายเรียกหรือหมายจับ รวมถึงการบังคับให้ลงชื่อในเอกสารเพื่อแลกกับการปล่อยตัวนั้น เป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบ และกระทำไปโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย (อ่านรายละเอียดในการควบคุมตัวใน: นอกเครื่องแบบคุมตัวน้าสาวของหนุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าวางสิ่งคล้ายระเบิด หน้า สตช.)
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและองค์กรตามรายชื่อข้างท้ายกังวลถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นและเจ้าหน้าที่ซึ่งมีความกดดันในการค้นหาตัวผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม การสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินการตามกฎหมายนั้นต้องเป็นไปตามบรรทัดฐานทางกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบือน ปราศจากฐานอำนาจทางกฎหมายที่ถูกต้อง ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม อันอาจก่อความเสียหายมากยิ่งขึ้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงข้อสงสัยและดำเนินการดังต่อไปนี้
1. ขอให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิดจากเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานครอย่างเร่งด่วน โดยใช้กระบวนการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
2. ยุติการนำตัวผู้ต้องสงสัยจากเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานคร ไปควบคุมตัวในพื้นที่จังหวัดยะลาโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้ใช้กลไกตามกฎหมายปกติในการสอบสวนและดำเนินคดี
3. ขอให้ดำเนินการสอบสวนหาบุคคลซึ่งอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวญาติผู้ต้องสงสัยไปสอบถามข้อมูลโดยไม่มีการแสดงตัว ไม่เปิดเผยสังกัด และสถานที่ และบังคับให้ลงชื่อในบันทึกการสอบถาม
ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม
31 Jul 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม