1486 20 Aug 2017
( ปล. ขอบคุณภาพ จาก : https://waymagazine.org/mineralact/ )
เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่
๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๐
ตามที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดให้มีการแถลงข่าวการประกาศใช้กฎหมายแร่ฉบับใหม่ หรือพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๖๐ ณ ห้องประชุมดีบุก ชั้น ๒ อาคาร กพร. ในเช้าวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๐ นั้น เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่มีข้อคิดเห็น ดังนี้
๑. ย่อหน้าแรกในเอกสารแจกของ กพร. ประกอบการแถลงข่าวในครั้งนี้ อธิบายเนื้อหาเกี่ยวกับใบอนุญาตที่มีอยู่ก่อนแล้วไม่ครบถ้วน ความว่า “บรรดาบรรดาอาชญาบัตร ประทานบัตร หรือใบอนุญาตอยู่ก่อนแล้ว ให้ถือเป็นการได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้จนกว่าจะสิ้นอายุหรือถูกเพิกถอน” นั้น
ตามมาตรา ๑๘๙ วรรคแรกของกฎหมายแร่ฉบับใหม่ระบุเนื้อหาที่ครบถ้วนเอาไว้ดังนี้ “บรรดาอาชญาบัตร ประทานบัตร หรือใบอนุญาตที่ได้ออกให้ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือเป็นอาชญาบัตร ประทานบัตร หรือใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ยังคงใช้ได้จนกว่าจะสิ้นอายุหรือถูกเพิกถอน โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นการจัดทําแนวพื้นที่กันชนการทําเหมืองและการจัดทําข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนตามมาตรา ๓๒ การฟื้นฟูสภาพพื้นที่การทําเหมือง การวางหลักประกัน และการจัดทําประกันภัยตามมาตรา ๖๘ (๘) และ (๙) ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในการออกประทานบัตร”
ในกฎหมายแร่ฉบับใหม่ระบุไว้ชัดเจนว่าบรรดาอาชญาบัตร ประทานบัตร หรือใบอนุญาตที่ได้ออกให้ตามกฎหมายแร่ฉบับเก่า หรือพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ให้ถือเป็นอาชญาบัตร ประทานบัตร หรือใบอนุญาตตามกฎหมายแร่ฉบับใหม่และให้ยังคงใช้ได้จนกว่าจะสิ้นอายุหรือถูกเพิกถอน โดยต้องปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแร่ฉบับใหม่ด้วย ไม่ใช่ปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแร่ฉบับเก่าทั้งหมดแต่อย่างใด ยกเว้นเพียงแค่การจัดทําแนวพื้นที่กันชนการทําเหมืองและการจัดทําข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การฟื้นฟูสภาพพื้นที่การทําเหมือง การวางหลักประกัน และการจัดทําประกันภัยให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในการออกประทานบัตรที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแร่ฉบับเก่าเท่านั้น
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในกฎหมายแร่ฉบับใหม่จะต้องถูกนำมาบังคับใช้กับบรรดาอาชญาบัตร ประทานบัตร หรือใบอนุญาตที่ได้ออกให้ตามกฎหมายแร่ฉบับเก่าด้วย อาทิเช่น หลักเกณฑ์เกี่ยวกับบทกำหนดโทษบรรดามีในกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่กำหนดโทษหนักขึ้นต่อผู้ประกอบการที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาพที่เกิดขึ้นกับประชาชน และละเลยต่อความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลของการประกอบกิจการ ไม่ว่าจะเป็นบทกำหนดโทษเกี่ยวกับการทำเหมืองในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พื้นที่แหล่งต้นน้ําหรือป่าน้ําซับซึม เป็นต้น รวมทั้งบทกำหนดโทษเกี่ยวกับการทำเหมืองในพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการออกประทานบัตร การลักลอบการทำเหมือง การเก็บแร่ การขนแร่ การแต่งแร่ หรือการประกอบโลหกรรม การลักลอบนำแร่ส่งออกนอกราชอาณาจักร ฯลฯ
ดังนั้น การระบุเนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับบรรดาใบอนุญาตตามกฎหมายแร่ฉบับเก่าที่สามารถนำมาใช้ต่อไปได้ตามกฎหมายแร่ฉบับใหม่ ถ้าไม่ใช่ความผิดพลาดหรือไม่ตั้งใจ ก็ถือเป็นการจงใจที่ส่อให้เห็นทัศนคติบิดเบือนกฎหมายของ กพร. ด้วยเจตนาปกป้องคุ้มครองประโยชน์ของผู้ประกอบการเป็นหลัก ตั้งแต่จุดเริ่มต้นศักราชของการประกาศใช้กฎหมายแร่ฉบับใหม่
๒. เนื้อหาส่วนอื่น ๆ ของการแถลงข่าว นอกจากบทบัญญัติในกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่ผ่านการรับรู้ของสังคมมาพอสมควรตลอดสองสามปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ยังเป็นร่างกฎหมายอยู่นั้น ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก เป็นเพียงแค่งานพิธีกรรมเพื่อประกาศก้าวแรกในการนำกฎหมายหรือนโยบายสู่การปฎิบัติ ซึ่งกฎหมายแร่ฉบับใหม่จะเริ่มมีผลใช้บังคับในเร็ววันนี้ คือวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๐ แต่ที่น่าสนใจมากกว่ากลับเป็นการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวกับการเตรียมการรื้อฟื้น ‘นโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ’ เพื่อรองรับการกลับมาเปิดเหมืองทองคำใหม่อีกครั้งหนึ่ง
นับตั้งแต่ความพยายามผลักดันนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำของ กพร. ในช่วงเดือนกันยายน ๒๕๕๘ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอย่างน้อย ๑๒ บริษัทยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ทองคำในพื้นที่ ๑๐ จังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ พื้นที่รวมประมาณ ๑,๕๓๙,๖๔๔ ไร่ เกิดความล้มเหลวจากการเคลื่อนไหวของภาคปะชาชนที่รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อเกือบ ๒ หมื่นรายชื่อให้แก่นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๘
ต่อมาคณะรัฐมนตรียังได้มีมติเป็นไปในทางยับยั้งนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำอีก ๒ ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ รวมถึงมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ เพื่อปิดและฟื้นฟูเหมืองทองคำที่มีอยู่ทั้งสองแห่งในประเทศอีกด้วย แต่มีข้อแม้เกี่ยวกับการปิดและฟื้นฟูเหมืองทองคำว่า “จนกว่าคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติจะมีมติเป็นอย่างอื่น” โดยที่คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติเป็นโครงสร้างใหม่ที่ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายแร่ฉบับใหม่
เวลาผ่านมาได้ประมาณ ๘ เดือน นับตั้งแต่คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับดังกล่าว จึงเห็นแต่การหยุดกิจกรรมทำเหมือง แต่ไม่เห็นว่าเหมืองทองทั้งสองแห่งดำเนินการฟื้นฟูเหมืองให้เกิดความคืบหน้าแต่อย่างใด เพราะเกรงว่าการฟื้นฟูเหมืองจะเป็นอุปสรรคให้กลับมาเปิดเหมืองใหม่ไม่ได้ ผู้ประกอบการเหมืองทองทั้งสองแห่งจึงรอให้กฎหมายแร่ฉบับใหม่มีผลใช้บังคับใช้ เพื่อโน้มน้าวให้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติมีมติให้เหมืองทองกลับมาเปิดใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง
ในช่วงเวลาประมาณ ๘ เดือนที่ผ่านมามีความพยายามอย่างหนักผ่านสภาการเหมืองแร่เพื่อเดินสายพูดคุยกับรัฐบาลด้วยความประสงค์ที่จะขอให้เหมืองทองคำทั้งสองแห่งกลับมาเปิดได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง สัญญาณเริ่มแรกก็คือการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (คนร.) ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ
ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๐ รับทราบกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙
ต่อมาการประชุม คนร. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๐ ช่วงเช้าของวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๐ ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ ตึกบัญชาการ ๑ ทำเนียบรัฐบาล ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบการบริหารจัดการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำภายใต้กรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ ที่อยู่ภายใต้กลไกของ คนร. ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ ซึ่งมีคำสั่งให้ผู้มีอำนาจดำเนินการไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจจากการทำเหมืองแร่ทองคำของประเทศภายใต้กรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ฯดังกล่าวที่จะมีการประกาศใช้ในเร็ว ๆ นี้ พร้อมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองแร่ทองคำในเขตรอยต่อ ๓ จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์และพิษณุโลกของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ที่มีเรื่องฟ้องร้องตามเงื่อนไขข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียอยู่ในขณะนี้
ต่อจากนี้ คาดว่า กพร. และ คนร. ก็จะเร่งรีบจัดทำนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำตาม ‘กรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ’ ที่ คนร. และ ครม. เห็นชอบแล้ว เพื่อประกาศใช้หลังกฎหมายแร่ฉบับใหม่มีผลใช้บังคับในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๐ ก็จะส่งผลให้เหมืองทองคำทั้งสองแห่งที่ถูกปิดตัวลงจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๒/๒๕๖๐ กลับมาเปิดใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง
ประเด็นสำคัญของการแถลงข่าวครั้งนี้จึงอยู่ที่ว่าจะสามารถใช้กฎหมายแร่ฉบับใหม่สร้างความชอบธรรมในการเปิดเหมืองทองคำที่ถูกปิดไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๙ ได้หรือไม่
๓. อีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ กพร. กำลังเตรียมการใช้กฎหมายแร่ฉบับใหม่เพื่อสร้างความชอบธรรมในการอนุญาตให้ประทานบัตรเหมืองโปแตชจังหวัดอุดรธานีแก่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้ได้ในเร็ว ๆ นี้
รวมถึงให้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่โปแตชเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการอีก ๓๔ ราย รวมพื้นที่ ๓ ล้านกว่าไร่ ที่กระจายอยู่เป็นบริเวณกว้างขวางกินอาณาเขตหลายอำเภอในแต่ละจังหวัดของกาฬสินธุ์ นครราชสีมา มหาสารคาม ชัยภูมิ ขอนแก่น สกลนคร หนองคาย ยโสธร ร้อยเอ็ด
31 Jul 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม