1640 17 Nov 2016
• เรือนจำพลเรือนในพื้นที่ทหาร
11 ก.ย. 2558 พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่
314/2558 เพื่อตั้งเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี(เรือนจำมทบ.11) ขึ้นภายในพื้นที่กองพันทหารราบ มณฑลทหาร
บกที่ 11 ด้วยเหตุผลด้านการรักษาความปลอดภัย ความเหมาะสมในการคุมขัง การปฏิบัติต่อการคุมขังในคดีความผิด
เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐและคดีเกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นผู้ต้องขังประเภทมีเหตุพิเศษซึ่งไม่ควรจะคุมขังรวมกับผู้ต้องขังอื่น
โดยผู้ต้องขังชุดแรกที่ถูกควบคุมในเรือนจำแห่งนี้คือผู้ต้องหาในคดีระเบิดราชประสงค์
• คดีราชประสงค์พผู้ต้องขังร้องเรียนว่ามีการทรมาน ล่ามถูกดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดในครอบครอง
14 ก.ย.58 นายอาเด็ม คาราดัก และนายไมไรลี ยูซูฟู นับเป็น “พลเรือน” ชุดแรกที่อยู่ในความควบคุมของ “เจ้า
หน้าที่ทหาร” ภายใน “ค่ายทหาร” ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากเดิมที่เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจใน
การควบคุมตัวบุคคลตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 เพียงเจ็ดวัน การตั้งเรือนจำดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนส่วนต่อขยาย
ระยะเวลาในการควบคุมตัวบุคคลภายใต้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารได้นานมายิ่งขึ้นโดยอาศัยร่มใบของกระบวนการ
ยุติธรรม
ภายใต้การควบคุมตัวดังกล่าวทนายความได้มีปัญหาในการเข้าถึงตัวผู้ต้องหาในช่วงแรกเนื่องจากการเข้า
เยี่ยมในเรือนจำดังกล่าวจะต้องเป็นทนายความที่ได้รับการแต่งทนายความแล้วเท่านั้น ในขณะที่การแต่งทนายความนั้น
ทนายความจำเป็นต้องให้ลูกความลงชื่อในใบแต่งทนายความก่อนและเมื่อเข้าเยี่ยมลูกความทนายความก็ไม่สามารถ
พบลูกความได้เป็นการส่วนตัว ต่อมา 16 ก.พ.59 ทนายความได้ให้สัมภาษณ์ในวันนัดพิจารณาคดีดังกล่าวว่านา
ยอาเด็มถูกทรมานในระหว่างการสอบสวน ซึ่งต่อมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุลได้ปฏิเสธว่าไม่มีการทรมานเกิด
ขึ้นระหว่างการสอบสวนคดีดังกล่าวและแจ้งต่อสื่อมวลชลว่าอาจมีการดำเนินคดีต่อทนายความซึ่งให้สัมภาษณ์ว่ามีการ
ทรมาน นอกจากนี้ล่ามในคดีดังกล่าวยังถูกจับกุมในวั 1 มิ.ย. 59 ข้อหามียาเสพติดในครอบครองภายหลังจากการไปทำ
หน้าที่ล่ามในศาลทหารของช่วงเช้าวันดังกล่าว ทำให้จนถึงปัจจุบันจำเลยถูกควบคุมตัวภายในเรือนจำในค่ายทหารมา
แล้วกว่า 14 เดือน แต่คดียังสืบพยานโจทก์ปากแรกไม่เสร็จสิ้นเนื่องจากยังไม่สามารถหาล่ามได้
• ครบหนึ่งปีการตายของหมอหยองและพ.ต.ต.ปรากรมความยุติธรรมที่เงียบงัน
วันที่ 23 ต.ค. 2558 พันตำรวจตรี ปรากรม วารุณประภา ได้เสียชีวิตภายในเรือนจำโดยแถลงการณ์กรม
ราชทัณฑ์ระบุเหตุจากการผูกคอตนเอง โดยสภาพห้องขังเป็นกำแพงปิดทึบทั้งสี่ด้านไม่สามารถมองเห็นจากภายนอกได้
หากไม่เปิดประตู พร้อมทั้งระบุว่าจะมีการส่งศพไปชันสูตรพลิกศพที่สถาบันนิติเวชและตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง
กรณีดังกล่าว ต่อมา 9 พ.ย. 58 แถลงการณ์กรมราชทัณฑ์ได้ออกมาระบุว่านายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ เสียชีวิตแล้ว
เนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลวจากติดเชื้อในกระแสโลหิต เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2558 ซึ่งทั้งสองกรณีเป็นการ
ตายระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องมีการชันสูตรพลิกศพและไต่สวนการตายตามมาตรา 1 5 0
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อย่างไรก็ตามศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตว่าข้อมูลดังกล่าว
เป็นข้อมูลจากทางภาครัฐด้านเดียว บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าร่วมตรวจสอบความโปร่งใสได้ และญาติของผู้ตามทั้งสอง
รายไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย รวมถึงไม่มีพิธีศพตามศาสนาซึ่งผิดปกติวิสัยของสังคมเป็น
อย่างมาก ทำให้จนถึงปัจจุบันซึ่งครบรอบการตายหนึ่งปีของบุคคลทั้งสองแล้วแต่สาเหตุการตายของบุคคลทั้งสองภาย
ใต้ความควบคุมของเจ้าหน้าที่ยังคงเป็นที่เคลือบแคลงของสังคม
• ศาลปกครองรับฟ้องเพิกถอนเรือนจำหลังยื่นฟ้อง 11 เดือน : ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรม
9 ธ.ค. 58 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ขอให้เพิกถอนคำสั่ง
กระทรวงยุติธรรมที่ 314/2558 เรื่อง กำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี ซึ่งเป็นคำสั่งตั้งเรือนจำ
ชั่วคราวขึ้นในพื้นที่ทหาร เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งจัดตั้งเรือนจำนั้นมีเนื้อหาที่มีความหมายไม่แน่นอนที่บุคคลทั่วไปจะ
เข้าใจอันขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การจัดตั้งเรือนจำจากเหตุผลทางการเมืองเป็นคำสั่งที่
ออกโดยไม่สุจริต ขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมใช้ดุลพินิจไม่สอดคล้องกับ
ความพอสมควรแก่เหตุ โดยหวังว่าศาลปกครองจะเข้ามามีส่วนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ในทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม
ศาลปกครองเพิ่งมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 59 โดยขั้นตอนต่อไปศาลจะดำเนินการส่งคำฟ้องให้ผู้ถูก
ฟ้องคดีทำคำให้การ กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่เพิ่งเริ่มต้นหลังการรับฟ้อง ศาลปกครองใช้
เวลา 11 เดือนในการมีคำสั่งรับฟ้องหลังจากยื่นคำฟ้องดังกล่าว นับเป็นความล่าช้าในการตรวจสอบการกระทำหน้าที่
ของเจ้าหน้าที่รัฐอีกทางหนึ่ง
• กว่าจะได้มา…สถิติของผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี
8 มี.ค. 59 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยื่นขอสถิติผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่เรือนจำชั่วคราวแขวงถนน
นครไชยศรีต่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ต้นสังกัดของเรือนจำชั่วคราวแต่ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพได้ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล
ดังกล่าวต่อศูนย์ทนายความฯด้วยเหตุ “ข้อมูลดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและเป็นข้อมูลข่าวสารส่วน
บุคคลตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการพ.ศ.2540” ศูนย์ทนายความจึงยื่นอุทธรณ์ถึงคณะกรรมการข้อมูล
ข่าวสารของราชการว่าข้อมูลที่ขอให้มีการเปิดเผยนั้นเป็นเพียงสถิติเท่านั้น จึงไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล และเรือนจำ
ชั่วคราว มทบ.11 ยังขาดความโปร่งใส การปฏิเสธให้ข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลทั่วไปยิ่งทำให้สังคมเกิดความหวาดกลัว การ
เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นการทำให้สามารถตรวจสอบอำนาจรัฐได้และประกันสวัสดิภาพของผู้ต้องขังว่าจะไม่ถูกคุมขัง
เป็นการลับ การเปิดเผยข้อมูลย่อมเป็นประโยชน์ต่อสังคมและหน่วยงานรัฐมากกว่า ต่อมา 29 ก.ค. 59 คณะกรรมการ
ข้อมูลข่าวสารของราชการจึงมีคำวินิจฉัยให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพเปิดเผยข้อมูลจำนวนผู้ต้องขัง ฐานความผิด และ
จำนวนผู้คุมภายในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีต่อศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
จึงได้ส่งข้อมูลดังกล่าวต่อศูนย์ทนายความฯ
• สถิติผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี
หลังจากคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารมีคำวินิจฉัย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับข้อมูลจากเรือนจำ
พิเศษกรุงเทพระบุว่าตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย.58 – 8 มี.ค.59 เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีมี
- จำนวนผู้ต้องขังและเคยถูกคุมขังทั้งหมด จำนวน 47 คน
- จำนวนพลเรือนที่เป็นผู้ต้องขังหรือเคยถูกคุมขัง จำนวน 45 คน
- จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้ต้องขังหรือเคยถูกคุมขัง จำนวน 2 คน
- จำนวนผู้คุมของเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี จำนวน 6 คน
- จำนวนเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้คุมพิเศษ จำนวน 80 คน
โดยฐานความผิดของผู้ต้องขังที่เคยถูกคุมขังทั้งหมดได้แก่
- ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และใช้วัตถุ
ระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น
- พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
- ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ
ราชการแทนพระองค์ นำเข้าสู่ระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
- ลักทรัพย์
- ปล้นทรัพย์ ผิดต่อหน้าที่
- ปล้นทรัพย์ พยายามฆ่า
- ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มีอาวุธปืนและ
เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปีน
• ข้อสังเกตศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อสถิติผู้ต้องขังและผู้คุม
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตต่อสถิติดังกล่าวดังต่อไปนี้
1) สถิติดังกล่าวเป็นการควบคุมภายใน “เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี” ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลทหารบกที่ 11
เท่านั้น การคุมขังในเรือนจำดังกล่าวจึงต้องเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาแล้ว จำนวนดังกล่าวจึงไม่รวมกับ
บุคคลซึ่งเคยถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 หรือคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/59 ซึ่งให้อำนาจ
เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกินเจ็ดวัน
2) สถิติเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งถูกตั้งเป็นผู้คุมพิเศษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์พ.ศ.2479 ซึ่งสูงถึง 80 คน เทียบกับผู้คุมซึ่ง
เป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เพียง 6 คน แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่านอกจากพื้นที่เรือนจำจะตั้งอยู่ในค่ายทหารแล้ว
เรือนจำดังกล่าวอยู่ภายในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร
3) จากการเก็บข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่ามีบุคคลถูกควบคุมตัวในเรือนจำแห่งนี้ใน 4 คดี คือ
คดีระเบิดราชประสงค์ คดีมาตรา 112 กรณีหมอหยอง คดีเตรียมป่วนระเบิด bike for dad คดีปล้นปืนวังบูรพา รวมผู้
ต้องขัง 16 ราย แสดงว่ายังมีจำนวนผู้ต้องขังคดีความมั่งคงอีกหลายรายซึ่งถูกคุมขังโดยบุคคลทั่วไปไม่รับรู้ข้อมูล
4) บุคคลที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำแห่งนี้มีทั้งคดีที่ต้องขึ้นสู่การพิจารณาคดีในศาลทหารดังจะเห็นได้จากความผิดตาม
มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ความผิดเกี่ยวกับอาวุธ และความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศและคำสั่งคสช. และคดี
ที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมเช่นคดีปล้นทรัพย์ คดีลักทรัพย์ คดียาเสพติดในกรณที่ไม่ได้เกี่ยวโยงกับฐาน
ความผิดที่ต้องขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลทหาร
5) จากฐานความผิดที่ใช้ในการควบคุมตัวบุคคลในเรือนจำแห่งนี้นั้นเป็นฐานความผิดซึ่งโดยปกติแล้วเรือนจำในสังกัด
กรมราชทัณฑ์ก็สามารถควบคุมผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีต่างๆเหล่านั้นได้ และผู้ต้องขังในคดีความผิดดังกล่าวส่วน
ใหญ่ก็ถูกควบคุมตัวในเรือนจำปกติ การพิจารณาว่าคดีใดเป็นความผิดต่อความมั่นคงจึงไม่ได้คำนึงจากฐานความ
ผิดหรือพื้นที่กระทำความผิด แต่เป็นการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่โดยแท้ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์ใดมารองรับการใช้
ดุลพินิจดังกล่าว
หนึ่งปีสองเดือนที่จัดตั้งเรือนจำดังกล่าวข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าผู้ต้องขัง 2 ใน 47 รายตายระหว่างการควบคุม
ตัวของเจ้าหน้าที่โดยสาเหตุชวนสงสัย การเข้าถึงทนายความที่ยากลำบาก และผู้ต้องขังร้องเรียนว่ามีการทรมานเกิดขึ้น
แม้ไม่มีเรือนจำดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารยังคงอำนาจควบคุมพลเรือนได้ถึงเจ็ดวัน เป็นคำถามต่อสังคมว่าเราจำเป็นต้อง
จัดควบคุมพลเรือนในค่ายทหาร โดยเจ้าหน้าที่ทหาร 80 นาย ในนามของ”กระบวนการยุติธรรม”อยู่หรือไม่
31 Jul 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม