1383 25 May 2016
วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ณ ห้องพิจารณาคดีที่ ๑ ศาลปกครองสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ในคดีที่ผู้เสียหาย ๒ ราย ฟ้องหน่วยงานของรัฐ เรียกค่าเสียหาย จากกรณีถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกายขณะเป็นเยาวชน เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ มีนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เวลา ๑๐.๔๐ น. ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องที่ ๔ กองกำลังรักษาความมั่นคง (สำนักนายกรัฐมนตรี)จ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๐๑, ๒๐๐ บาทแก่ผู้ฟ้องที่ ๑ และจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้ฟ้องที่ ๒ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับ แต่วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จภายใน ๖๐ วัน และให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑, ๒, ๓ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
คดีระหว่างนายมะเซาฟี แขวงบู ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และเด็กชายอาดิล สาแม โดยนางยีซะ สาแม มารดา ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ กับ กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กอง อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น(ศาลปกครองสงขลา) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เรียกค่าเสียหาย ๙๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เรียกค่าเสียหาย ๘๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ศาลปกครองสงขลาได้พิพากษาให้สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นหน่วยงานที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๑๐๑,๒๐๐ บาท และให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้ว จึงได้ส่งคำพิพากษาให้ศาลปกครองสงขลาเพื่ออ่านให้คู่กรณีฟัง
คดี นี้เป็นอีกหนึ่งในหลายกรณี ที่ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับผลกระทบจากปัญหาการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้กฎหมายพิเศษ ซึ่งในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองในระหว่างการ ปฏิบัติหน้าที่โดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตรวจสอบการใช้ อำนาจและความรับผิดของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ แม้จะใช้เวลานานถึง ๗ ปี
นางยีซะ สาแม มารดาของผู้ฟ้องที่ ๒ ที่ได้เดินทางจากจังหวัดยะลามารับฟังคำพิพากษาในวันนี้พร้อมกับผู้ฟ้องทั้งสองได้กล่าวว่า “ตนรู้สึกดีใจที่ศาลมีคำพิพากษาให้จ่ายค่าเสียหาย ถ้าใครที่ไม่ได้รับความชอบธรรม ขอให้กล้าออกมาเรียกร้องความยุติธรรมแม้ต้องเเลกกับระยะเวลาที่นาน แต่ก็ภูมิใจที่ได้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับบุตรชายตนเอง”
ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่
นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เบอร์ติดต่อ ๐๘๙-๖๒๒๒๔๗๔
-----------------------------------------------------------------------
ข้อมูลคดีเพิ่มเติม
ในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลความว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ขณะที่ตนและผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ไปดูแลไร่ข้าวโพดบริเวณริมแม่น้ำปัตตานี ได้ ถูกเจ้าหน้าที่ทหารหัวหน้าชุดลาดตระเวนในพื้นที่ ทำร้ายร่างกายด้วยการชก เตะ ต่อย ถีบ กระทืบ อย่างทารุณโหดร้าย ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง ทั้งยังใช้ด้ามปืนพกสั้นตีที่ใบหน้าและศีรษะของตนจนฟันหักสองซี่และศีรษะ แตก แล้วใช้ปืนจ่อศีรษะขู่ว่าจะฆ่าให้ตาย ทำให้ตนและผู้ฟ้องคดีที่ ๒ กลัวมาก ได้แต่ระลึกถึงองค์อัลลอฮฺ เมื่อได้โอกาสตนและผู้ฟ้องคดีที่ ๒ จึงวิ่งหนีไปโดยตนกระโดดลงไปในน้ำซ่อนตัวอยู่ที่พงหญ้า และผู้ฟ้องคดีที่ ๒ วิ่งไปซ่อนตัวในพงหญ้าห่างออกไป เป็นเวลากว่า ๓ ชั่วโมง เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารขับรถออกจากบริเวณนั้นแล้วจึงได้พากันกลับบ้าน ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลเพิ่มเติมว่า นอกจากเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุตามที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้แถลงแล้ว ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๗ ตนยังได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจอีกชุดหนึ่งปิดล้อม ตรวจค้นบ้าน และเจ้าหน้าที่ทหารได้ทำร้ายร่างกายตนจนสลบ ต่อมาถูกนำส่งโรงพยาบาล และยังถูกควบคุมตัวไปที่ค่ายทหารเป็นเวลาหลายวันจึงได้รับการปล่อยตัว โดยไม่ได้ถูกดำเนินคดีใด ๆ และตนก็ไม่เคยมีประวัติเสื่อมเสีย ไม่เคยถูกดำเนินคดีหรือมีความผิดใด ๆ จนถึงปัจจุบัน แต่ผลกระทบจากการถูกทำร้ายทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลให้ตนหวาดกลัวต่อเจ้า หน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา ไม่กล้าออกไปนอกพื้นที่ กลัวจะได้รับอันตราย
จากนั้นตุลาการผู้แถลงคดีได้ชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์เป็นหนังสือต่อองค์คณะ สรุปประเด็นได้ความดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ขณะปฏิบัติหน้าที่ สิบเอกขวัญชัย สีนิล ซึ่งได้ทำร้ายร่างกายผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดผู้ถูกฟ้องที่ ๑ และที่ ๒ สิบเอกขวัญชัย สีนิล เป็นนายทหารประทวนประจำการสังกัด กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๕ กองพลทหารราบที่ ๕ กองทัพบก ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง สังกัดกองร้อยทหารราบที่ ๕๐๓๕ หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ ๑๑ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ต้องรับผิด
ประเด็นที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพียงใดพิเคราะห์แล้ว เห็นพ้องตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ที่ได้พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองดังนี้
(๑) ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เนื่องตามใบรับรองแพทย์ระบุว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เห็นควรให้หยุดงานได้ ๕ วัน คิดค่าเสียหายตามค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่จังหวัดยะลา เป็นเงินวันละ ๒๔๐ บาท คิดเป็นค่าเสียหาย ๑,๒๐๐ บาท สำหรับผู้ฟ้องคดีที่ ๒ กำลังศึกษาอยู่ ไม่มีรายได้จากการประกอบอาชีพ จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ได้
(๒) ค่าเสียหายต่อร่างกายและอนามัย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้เข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ค่ารักษาพยาบาลของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเงิน ๑,๐๗๐ บาท และค่ารักษาพยาบาลของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเงิน ๗๕ บาท แต่ปรากฏว่า หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ ๑๑ ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวน ๑,๕๐๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ แล้ว และผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้ใช้สิทธิตามบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าจึงไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ดังนั้นการที่หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ ๑๑ ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว ถือว่าได้เยียวยาตามสมควรแล้ว
(๓) ค่าเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย อนามัย และจิตใจ ที่ศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาคิดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ผู้ฟ้องคดีคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา ๓๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้น เป็นค่าเสียหายที่สมควรแล้ว
31 Jul 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม