1729 06 Nov 2015

ความเป็นมาขององค์กร
มูลนิธิขวัญชุมชน เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ดำเนินโครงการพัฒนาด้านเด็ก/เยาวชน สตรี และ ครอบครัว โดยเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อนำไปแก้ไขปัญหา และ สร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล ครอบครัว และ ชุมชน โดยทำงานผ่านโครงการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น จัดบริการศูนย์ดูแลเด็กเล็กวัย 2- 5 ขวบที่ครอบครัวสนใจการศึกษาแนวทางเลือก , โครงการพัฒนากลุ่มสตรีเพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ อาชีพ และการรักษาสิ่งแวดล้อม , โครงการเพศปลอดภัยของเด็กและเยาวชนในชุมชน , โครงการปลูกต้นไม้ในครัวเรือน , โครงการสร้างบ้านด้วยใจเพื่อคนพิการในชุมชน ฯลฯ มูลนิธิขวัญชุมชนเปิดดำเนินงานมานับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 เป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน
ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในพื้นที่
จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีการประกอบอาชีพผ้าไหมที่สำคัญของประเทศไทย ประชากรในจังหวัดมีประมาณ 1.4 ล้านคน เป็นคนที่อยู่ในวัยแรงงาน 772,929 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานชายจำนวน 447,335 คน และหญิงจำนวน 325,593 คน คิดเป็นร้อยละ 62 : 45 ใน กลุ่มประชากรวัยแรงงานทั้งผู้หญิงและผู้ชายในวัย 40 – 60 ปี และแรงงานสมทบ ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก เป็นแรงงานรากหญ้าหลักที่ใช้เวลาและกำลังแรงงานอยู่ในระบบการผลิตผ้าไหมจำนวนไม่น้อยกว่า 16,055 คน สร้างฐานเศรษฐกิจให้กับธุรกิจผ้าไหมปีละไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท/ปี
จังหวัดสุรินทร์เป็นถิ่นวัฒนธรรมสามเผ่าคือเขมร ลาว และ ชาวกูย มีทักษะการทอผ้าเป็นพื้นฐานในสมัยก่อนผู้หญิงจะเป็นผู้สืบทอดศิลปะวัฒนธรรมการทอผ้าโดยสีธรรมชาติ แต่ในรอบสามสิบปีที่ผ่านมาพื้นที่ตำบลจารพัต อำเภอศรีขรภูมิ และบ้านสนม อำเภอสนม ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการทอผ้าสีธรรมชาติไม่ได้ทอด้วยสีธรรมชาติแล้วเพราะป่าไม้และความอุดมสมบูรณหายไป ชาวบ้านจึงหันมาใช้สีเคมีในการย้อมเส้นไหมเพราะสะดวก รวดเร็ว ราคาถูก มูลนิธิขวัญชุมชน ดำเนินโครงการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพและสุขภาพกับกลุ่มผู้หญิงทอผ้าในตำบลจารพัต ซึ่งเป็นตำบลที่มีแรงงานทอผ้าอยู่จำนวน 1,050 ครัวเรือนจำนวนแรงงานการผลิตที่อยู่ในวิสาหกิจผ้าไหมของตำบลประมาณ 2,500 คน โครงการดังกล่าวดำเนินงานนับตั้งแต่เดือนธันวาคมพ.ศ. 2556 – กันยายน พ.ศ. 2558 โดยทำการศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบทางสุขภาพในกลุ่มผู้หญิงทอผ้าในชุมชน
การดำเนินโครงการดังกล่าวพบปัญหาของการประกอบอาชีพผ้าไหมที่เชื่อมโยงต่อปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในชุมชน ดังนี้
ปัญหาด้านสุขภาพ มีการทำสำรวจคนทอผ้าจำนวน 401 ครัวเรือนพบว่ามีการเจ็บป่วยด้านร่างกายและการยศาสตร์เช่นปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดขา ปวดไหล่ ฯลฯเพราะต้องใช้เวลาเข้มข้นมากกว่าวันละ 6-8 ชั่วโมงในการทอผ้า บางคนถึงขั้นเจ็บป่วยเช่นโรคหมอนรองกระดูกอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และ การเมื่อยล้าตามร่างกาย
ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและน้ำทิ้งในกระบวนการฟอกและย้อมเส้นไหมด้วยสีเคมี ในช่วงที่ยังไม่มีการพัฒนาด้านสี สีเคมีที่ใช้ย้อมผ้าจะมีสารประกอบโลหะหนักเช่นแคดเมียด โครเมี่ยม สารตะกั่ว และสารปรอท แม้ปัจจุบันจะมีการพัฒนาสีย้อมผ้าให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมคือ มีการตรวจรับรองมาตรฐานสีเคมีสำหรับย้อมเส้นไหมและเส้นฝ้ายที่ไม่มีสารประกอบ AZO DYES ที่เป็นอันตราย เพื่อให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจทอผ้าได้เลือกใช้ แต่ในสีเคมีย้อมผ้าก็ยังมีสารประกอบอินทรีย์สารที่ส่งผลต่อระบบสิ่งแวดล้อม คูคลองและแหล่งน้ำ หากชาวบ้านย้อมเพียง 1 หลังคงไม่มีปัญหาใดๆแต่ปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า และครัวเรือนในตำบลจารพัตและตำบลสนม ที่มีการย้อมสีเส้นไหมและเส้นฝ้ายจำนวนประมาณ 1,500 ครัวเรือนเปรียบกับโรงงานอุตสาหกรรมขยายใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เพราะหลังกระบวนการย้อมเส้นฝ้าย และ เส้นไหมชาวบ้านก็จะสาดน้ำเหลือทิ้งลงตามร่องระบายน้ำหน้าบ้านตนเอง สาดลงตามพื้นดิน ใช้ฆ่ามดฆ่าปลวดตามเสาบ้าน ไหลสู่ร่องระบายน้ำในหมู่บ้าน สู่คูคลอง แปลงเกษตร และ บ่อน้ำสาธารณะ
ปัญหาการจัดการน้ำเสียจากการย้อมเส้นไหมในชุมชน มีการทำการศึกษาวิจัยโดย รศ.รัตนา มหาชัย ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปีพ.ศ. 2553 ในเอกสารสรุปการศึกษานี้ กล่าวไว้อย่างชัดเจนเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของครัวเรือนทอผ้า ซึ่งองค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสาธารณสุขในตำบล และตัวชาวบ้านในชุมชน แต่เดิมไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบมากนักเพราะมีความเชื่อว่าทำต่อๆกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แต่เมื่อโครงการฯได้ศึกษาปัญหาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเอกสารงานวิจัยต่างๆพบว่า น้ำเหลือทิ้งและขยะสารเคมีในกระบวนการผลิตผ้าไหมของชาวบ้านในชุมชน จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชนระยะยาวไม่น้อยกว่า 100 ปีหากไม่มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตผ้าไหม
การดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน โดยมูลนิธิขวัญชุมชนร่วมกับแกนนำชุมชน
ตำบลจารพัต และ บ้านสำโรง ตำบลสนม มีดังนี้
ในพื้นที่ตำบลจารพัต ช่างชุมชนและช่างทอผ้าจำนวน 12 คน หาความรู้ความเข้าใจ เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในการประกอบอาชีพ โดยเดินทางไปดูงานต้นแบบของการบำบัดน้ำเสียในการผลิตผ้าไหมที่หมู่บ้านหนองอาบช้าง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ , กลุ่มฝ้ายพันดาว อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง และการผลิตผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติที่บ้านโพนพับ จังหวัดร้อยเอ็ด ภายหลังจากดูงานทั้งการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนวิถีการผลิตผ้าไหมจากสีเคมีเป็นสีธรรมชาติ เกิดกลุ่มและคุ้มบ้านที่มีการเปลี่ยนแปลงตนเองดังนี้ กลุ่มย้อมสีธรรมชาติจำนวน 2 กลุ่มประกอบด้วย
- กลุ่มของนางสมใจ จำปาทอง บ้านไทร หมู่ที่ 7 ตำบลจารพัต เปลี่ยนมาทำการผลิตผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติอาบโคลนดอกบัว และ จัดทำบ่อบำบัดน้ำเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตผ้าไหม ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 30 คน โดยมีการกระจายงานให้กับคนพิการและผู้สูงอายุในชุมชนด้วย
- กลุ่มของนางจันทร์สาด บ้านจันทร์แสง หมู่ 17 ตำบลจารพัต เปลี่ยนมาทำการผลิตผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ ปรับปรุงบ่อบำบัดน้ำเหลือทิ้ง และ จัดทำเตาย้อมแบบประหยัดพลังงาน มีสมาชิกกลุ่ม 19 คน
- กลุ่มคนรับย้อมผ้าสีเคมี เช่น บ้านนางพุน พันระหาร คนรับย้อมวันละ 10 หัว/5 กิโลกรัม/วัน มีการปรับเปลี่ยนการย้อมโดยทำบ่อกักเก็บสารเคมี แยกขยะสารเคมีและอุปกรณ์การย้อมให้ห่างจากครัวเรือน เข้ารับการรักษาสุขภาพที่คลีนิคโรคจากการทำงานด้วยอาการปอดอักเสบและมีรูพรุน
- กลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ บ้านสำโรง ตำบลสนม เริ่มฟื้นฟูการย้อมฝ้ายสีธรรมชาติ การปลูกต้นฝ้าย และ ฟื้นฟูการทอผ้าลายขิด ซึ่งเดิมได้เคยหายไปจากคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านแล้ว แต่เมื่อมีการอบรมอาชีวอนามัยและปัญหาสุขภาพของคนทอผ้า ทำให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตัวอย่างมาก
- การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มทอผ้าจากสีเคมีเป็นสีธรรมชาติทั้ง 3 กลุ่มเริ่มหันมาให้ความสนใจที่จะทำกระบวนการธรรมชาติอย่างครบวงจร คือ เมื่อเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นสีธรรมชาติ ก็ต้องเริ่มมองหาไม้ที่จะสามารถให้สีได้ในรอบๆบ้านหรือในหมู่บ้านของตนเอง และเริ่มที่คิดจะต้องปลูกต้นไม้ให้สีเพื่อทดแทนต้นไม้ที่ตนเองไปนำมาใช้ประโยชน์
ปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมา
การเริ่มต้นแก้ไขปัญหาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต แกนนำผู้หญิงทอผ้าเป็นคนเริ่มนำร่องดำเนินงานก่อนจากนั้นไปสู่พ่อบ้านเพราะเป็นคนไปหาต้นไม้ในป่าชุมชนหรือไม่ก็สั่งซื้อจากป่าชายแดน แต่เมื่อปัญหามันใหญ่ขึ้น เช่น กลุ่มชาวบ้านที่ย้อมผ้าวันละ 50 กิโลกรัมต่อวัน จะมีประเด็นอื่นๆร่วมด้วยเช่น เรื่องขยะสารเคมี ซองสีเคมี ซองสารฟอกสี ฯลฯ เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านยังไม่สามารถจัดการปัญหาขยะสารเคมีในกระบวนการผลิตผ้าไหม ต้องการให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบล งานอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลตำบลเข้ามาช่วยทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ขยะพิษ) ในตำบลไปพร้อมกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูไม้ให้สีในพื้นที่ป่าสาธารณะ แต่ยังเป็นอุปสรรคเพราะการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่ในระดับตำบลที่จะต้องสานพลังและความร่วมมือกับกลไกทุกภาคส่วนในตำบลให้มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
เนื่องจากพื้นที่ป่าชุมชนลดลงอย่างมากทั้งในพื้นที่ตำบลจารพัตมีปัญหาเรื่องน้ำเสีย ซึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงจากการใช้สีเคมีปริมาณมาก ป่าเสื่อมโทรม ส่วน บ้านสำโรง ตำบลสนม ขาดแคลนไม้ให้สีและคนเฒ่าคนแก่ที่มีความรู้เรื่องสีธรรมชาติเริ่มชราภาพ ส่งผลให้กลุ่มผู้หญิงที่ทอผ้าเกิดการขาดช่วงองค์ความรู้ ขาดแคลนต้นไม้ให้สีด้วย มีความจำเป็นต้องไปสั่งซื้อไม้ให้สีจากพื้นที่อื่น เช่น ตำบลบัวเชด พื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา และ สั่งซื้อสีครั่งจากร้านค้าในตัวจังหวัดซึ่งมีราคาสูงมากและต่อไปจะส่งผลต่อราคาผ้าทอสีธรรมชาติด้วยหากไม่มีการฟื้นฟูองค์ความรู้และรักษาป่าไม้ในชุมชน
บทเรียนและนวัตกรรม
บทเรียน ด้านผลกระทบต่อสุขภาพคนทอผ้า ในการทำงานโครงการสร้างความมั่นคงในอาชีพ สุขภาพและสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต มูลนิธิขวัญชุมชน และ แกนนำนักวิจัยชาวบ้านตำบลจารพัตจำนวน 30 คน ได้ร่วมกันทำสำรวจสภาพปัญหาและผลกระทบทางสุขภาพคนทอผ้า พบปัญหาความเสี่ยงทางสุขภาพและความไม่ปลอดภัยหากไม่มีการดูแลตนเอง เช่น การใช้สารเคมีในกระบวนการเลี้ยงไหมและผลิตผ้าไหม , การนั่งทำงานในท่าทางเดิมเป็นเวลานานก่อให้เกิดความเจ็บป่วยทางร่างกาย การบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อและกระเพาะอาหาร ปัญหาเรื่องแสงและความสั่นสะเทือน ความเครียดจากการทำงาน เมื่อคนทอผ้าสำรวจทราบว่า ตนเองและคนทอผ้าในชุมชนมีสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยมาจากการทำอาชีพทอผ้าที่ทำอยู่กันทุกวันส่งผลต่อสุขภาพหากไม่ดูแลตนเอง การได้รับความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและอาชีพส่งผลต่อการปรับพฤติกรรมดูแลสุขภาพคนทอผ้าในชุมชนและเป็นการทำงานเชิงรุก
นวัตกรรม การจัดทำบ่อบำบัดน้ำเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตผ้าไหม โดยทีมช่างชุมชนในตำบลจารพัต ที่ได้ร่วมศึกษาดูงานและปรับปรุงต้นแบบจากเดิมเป็นการแก้ไขปัญหาด้วยการขุดหลุมดินธรรมดา ค่อยปรับมาเป็นบ่อกักขนาด 3 บ่อ และ พัฒนาปรับปรุงแบบตามต้นแบบของรศ.รัตนา มหาชัย ซึ่งมูลนิธิขวัญชุมชนได้จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการจัดทำบ่อกักเก็บสารเคมีจากการย้อมเส้นไหมสีเคมีและสีธรรมชาติเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมาและชาวบ้านจะมีการปรับปรุงแบบที่ถูกต้องต่อไป
วิธีการย้อมผ้าของชาวบ้านก่อนเริ่มโครงการ ไม่มีการจัดการสิ่งแวดล้อม คนทอผ้าไม่มีการใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ต้องสูดดมฟูมเคมีและสารเคมีจากสารฟอกไหมและสีเคมี และไม่มีการจัดการปัญหาขยะพิษ หลังจากการทำงาน
ภายหลังจากการเข้าร่วมโครงการเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้อนาชีวอนามัย ปรับพฤติกรรมมีการป้องกันสุขภาพ การปรับวิถีการผลิตโดยมีกลุ่มที่ทำบ่อกักสารเคมีในกระบวนการผลิต ภาพ: บ้านนางกำนิช ไชยพร ม.12 ต.จารพัต
ภายหลังการอบรมจาก รศ.รัตนา มหาชัย ภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้ทำวิจัยพัฒนาต้นแบบและพิสูจน์การใช้งานของบ่อบำบัดว่ารับรองได้ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต ชาวบ้านจำนวน 4 ครัวเรือนในตำบลจารพัตจะมีการระดมทุนมาปรับปรุงบ่อบำบัดสีเคมีและน้ำเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตเพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมในครัวเรือนตามต้นแบบที่ถูกต้อง
นวัตกรรม : การปรับกระบวนการผลิตจากสีเคมีเป็นสีธรรมชาติ ณ บ้านนางสมใจ จำปาทองหมู่ 7 บ้านไทร และนางจันทร์สาด หมู่ 17 บ้านจันทร์แสง ตำบลจารพัต
นางสมใจ จำปาทองกับงานมัดหมี่สีธรรมชาติ ได้สุขภาพที่ดีของตนเองกลับคืนและสร้างเศรษฐกิจให้กับหมู่บ้าน
นางจันทร์สาด เริ่มทอสีธรรมชาติและเทคนิคมัดหมี่เส้นยืน ปรับใต้ถุนบ้านเป็นที่รวมกลุ่ม ทำบ่อบำบัดน้ำทิ้งหลังย้อม และ เตาประหยัดพลังงานเอง
2.6 การดำเนินงานโครงการ
31 Jul 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
04 Jun 2025
ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม