เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยื่น 6 เหตุผล ค้านนำปราจีนบุรีเข้า EEC ทวงคำตอบรัฐบาลหลังรอความคืบหน้ากว่า 45 วัน
Back23
17 August 2026
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยื่น 6 เหตุผล ค้านนำปราจีนบุรีเข้า EEC ทวงคำตอบรัฐบาลหลังรอความคืบหน้ากว่า 45 วัน
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งพร้อมประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี แสดงจุดยืนคัดค้านการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เรียกร้องรัฐบาลทบทวนมติ กพอ. เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดเผยข้อมูลการศึกษาและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง พร้อมด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนในพื้นที่ รวมตัวกัน ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล กรณีการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีมติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เห็นชอบในหลักการให้นำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่พื้นที่ EEC ขณะที่ภาคประชาชนในจังหวัดได้ยื่นข้อคัดค้าน รวมถึงนำเสนอข้อมูลและข้อกังวลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง
เครือข่ายฯ ระบุว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ได้มีการเจรจากับรัฐบาล โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ได้รับข้อเรียกร้องของเครือข่ายและให้คำมั่นว่าจะนำประเด็นดังกล่าวไปหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อพิจารณาทบทวนและยกเลิกการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งระบุว่า หลังผ่านมากว่า 45 วัน ประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบหรือเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนจากรัฐบาล จึงเดินทางมารวมตัวกันเพื่อทวงถามความคืบหน้าและติดตามคำมั่นที่เกิดขึ้นจากการเจรจา
6 เหตุผลที่เครือข่ายฯ คัดค้านการนำปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งระบุเหตุผลสำคัญ 6 ประการที่เห็นว่ารัฐบาลควรยุติการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC ได้แก่
1. ศักยภาพของจังหวัดด้านเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ
เครือข่ายฯ เห็นว่าปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมถึงเป็นพื้นที่ต้นน้ำและมีทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญ โดยมีพื้นที่เชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน รวมถึงแหล่งน้ำตกและทรัพยากรธรรมชาติหลายแห่ง ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเป็นเศรษฐกิจที่อยู่บนฐานทรัพยากรของพื้นที่ได้
2. ความกังวลต่อการสะสมของกิจการอุตสาหกรรมและของเสีย
เครือข่ายฯ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2560 หลังมีคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ได้เกิดการขยายตัวของโรงงานประเภทโรงงานกำจัดขยะ โรงหลอม และโรงไฟฟ้าในพื้นที่ รวมถึงกิจการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสีย โดยมองว่าปราจีนบุรีมีบทบาทเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมและของเสียจากการขยายตัวทางอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก และยังมีปัญหาที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
3. ตั้งข้อสังเกตต่อความรอบด้านของการศึกษาความเหมาะสม
เครือข่ายฯ แสดงความกังวลว่าการศึกษาความเหมาะสมของการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC ใช้ระยะเวลาไม่นานเมื่อเทียบกับขนาดของนโยบาย และเห็นว่าควรมีการศึกษาผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน ก่อนมีการตัดสินใจ
4. กังวลเรื่องความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับสิทธิชุมชน
เครือข่ายฯ เห็นว่าการขยายพื้นที่ EEC ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงควรทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรม
5. ความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน
เครือข่ายฯ กังวลว่าการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนอาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดที่ดินและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งอาจส่งผลต่อพื้นที่ทำกินและวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น
6. ความต้องการใช้น้ำกับผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและต้นน้ำ
อีกประเด็นที่เครือข่ายฯ ให้ความสำคัญคือความต้องการใช้น้ำที่อาจเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยแสดงความกังวลต่อแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ป่าและพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณค่าของผืนป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่
เรียกร้องรัฐบาลทบทวนมติและเปิดข้อมูลต่อสาธารณะ
จากข้อกังวลดังกล่าว เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกยุติกระบวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC และทบทวนมติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ เรียกร้องให้รัฐบาลมีคำตอบอย่างเป็นทางการต่อข้อเสนอของประชาชน เปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาที่ใช้ประกอบการตัดสินใจต่อสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในจังหวัดมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่
พร้อมกันนี้ เครือข่ายฯ เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ทั้งปัญหามลพิษ กากอุตสาหกรรม การประกอบกิจการที่ประชาชนตั้งข้อกังวลว่าอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนที่จะเดินหน้าการขยายตัวทางอุตสาหกรรมเพิ่มเติม
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งระบุว่าจะชุมนุมโดยสงบ ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรอฟังคำตอบจากรัฐบาลและคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกต่อข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นไว้
เครือข่ายฯ ย้ำว่า แนวทางการพัฒนาจังหวัดควรสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และสิทธิของประชาชน โดยประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของบ้านเกิด โดยเฉพาะประเด็นการใช้ที่ดิน ทรัพยากรน้ำ พื้นที่ป่า และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยืนยันข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC ทบทวนมติที่เกี่ยวข้อง และเปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างมีความหมาย ก่อนกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดในระยะต่อไป
ภาพจาก หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี