เครือข่ายภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ เรียกร้องดันร่างกฎหมาย PRTR ไปต่อ หลัง ครม. ไม่เสนอกลับเข้าสู่การพิจารณาใน 60 วัน
Back49
22 May 2026
เครือข่ายภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ เรียกร้องดันร่างกฎหมาย PRTR ไปต่อ หลัง ครม. ไม่เสนอกลับเข้าสู่การพิจารณาใน 60 วัน
เครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมประชาชนจากพื้นที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยืนยันให้มีการเดินหน้าร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ “PRTR” อีกครั้ง หลังคณะรัฐมนตรีไม่ได้นำร่างกฎหมายกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในกรอบเวลา 60 วัน นับจากวันเปิดประชุมสภาฯ ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา โดยมีตัวแทนจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กรีนพีซ ประเทศไทย รวมถึงประชาชนจากจังหวัดระยอง ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรม เข้าร่วมยื่นหนังสือและแถลงจุดยืนร่วมกัน
ภาคประชาชนระบุว่า เหตุผลสำคัญที่ต้องออกมายื่นหนังสือครั้งนี้ เพราะร่างกฎหมาย PRTR เป็นกฎหมายที่ประชาชนร่วมกันผลักดันมายาวนานกว่า 20 ปี ผ่านการเข้าชื่อของประชาชนกว่า 12,000 รายชื่อ และเคยผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเรียบร้อยแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการผลักดันต่อจากรัฐบาล ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญต่อการคุ้มครองสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลมลพิษของประชาชน
น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของภาคประชาชนที่ต้องการให้กฎหมาย PRTR ถูกผลักดันในฐานะ “กฎหมายเฉพาะ” ไม่ใช่การนำไปผนวกไว้ภายใต้ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เนื่องจาก PRTR เป็นระบบที่มีรายละเอียดเฉพาะด้านการรายงานและเปิดเผยข้อมูลมลพิษ ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกต่างมีกฎหมายแยกเฉพาะเพื่อรองรับ
ภาคประชาชนเห็นว่า กฎหมาย PRTR จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับชนิดและปริมาณสารมลพิษจากโรงงานหรือแหล่งกำเนิดมลพิษต่าง ๆ ได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการปกป้องสุขภาพของตนเองและชุมชน ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและแนวทางของ OECD
นายอัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หากไม่มีการตรากฎหมาย PRTR อย่างชัดเจน สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษอาจไม่ถูกคุ้มครองอย่างเพียงพอ พร้อมย้ำว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงกลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้าง “ระบบข้อมูลมลพิษแห่งชาติ” ที่ประชาชนทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้จริง
ด้านนายมนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า รัฐสภาควรเร่งนำร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว เพราะสิทธิในการรับรู้ข้อมูลมลพิษคือหัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุว่า ในช่วงที่รัฐบาลเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศไทยไม่ควรละเลยกฎหมายที่ช่วยสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ โดยเฉพาะหากประเทศต้องการยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมและก้าวสู่มาตรฐาน OECD อย่างแท้จริง
เครือข่ายภาคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลประกาศเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD แต่กลับไม่ผลักดันกฎหมาย PRTR ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และสะท้อนถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการมลพิษของประเทศ
ตัวแทนภาคประชาชนยืนยันว่า จะยังคงเดินหน้าผลักดันกฎหมายฉบับนี้ต่อไป เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิรับรู้ข้อมูลด้านมลพิษอย่างเป็นธรรม และเพื่อสร้างระบบสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย โปร่งใส และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป
ภาพประกอบจาก สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร