ไมตรี จงไกรจักร์ เสนอชุดทางออก “ฟื้นภัยพิบัติจากภาวะวิกฤติ” ชี้ไทยยังติดกับดักระบบบัญชาการซ้อนทับ จนสร้างวิกฤติซ้ำซ้อน
Back219
28 November 2025
ไมตรี จงไกรจักร์ เสนอชุดทางออก “ฟื้นภัยพิบัติจากภาวะวิกฤติ” ชี้ไทยยังติดกับดักระบบบัญชาการซ้อนทับ จนสร้างวิกฤติซ้ำซ้อน
วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ เผยแพร่ข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Maitree Jongkraijug เพื่อตอบโจทย์การฟื้นฟูหลังอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นในหาดใหญ่ และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศในการรับมือภาวะวิกฤติ
ไมตรีย้ำว่า วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้สะท้อน “ความล้มเหลวเชิงระบบ” อันสืบเนื่องจากการสั่งการที่ซ้อนทับกันระหว่างอำนาจรัฐหลายระดับ ทั้งด้านกฎหมาย การบริหาร และโครงสร้างอำนาจ ทำให้ระบบบัญชาการไร้เอกภาพ ประชาชนและอาสาสมัครไม่มั่นใจว่าจะต้องประสานใครเพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงได้ทันเวลา จนต้องลงพื้นที่ช่วยเหลือกันเอง และอาจสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความช่วยเหลือ
เขาระบุว่า มีหน่วยงานเร่งบริจาคสิ่งของและเดินทางเข้าสู่พื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ ไม่มีระบบจัดการเขต ไม่มีผู้บัญชาการระดับอำเภอหรือท้องถิ่นที่ชัดเจน ทำให้การฟื้นฟูเสี่ยงล้มเหลวตั้งแต่ต้นทาง พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “ถ้าเรามีแต่ผู้สั่งการ แต่ไม่มีผู้บัญชาการ แล้วเราจะฟื้นเมืองกันอย่างไร”
ข้อเสนอทางออก เดินหน้าทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว เพื่อหยุดวงจร ‘วิกฤติซ้อนวิกฤติ’
ทางออกระยะสั้น ตั้งศูนย์ประสานงานพื้นที่ ระดมอาสาอย่างมีระบบ
ไมตรีเสนอให้ดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้
- จัดตั้งศูนย์ประสานงานระดับพื้นที่ แบ่งตามโซน/เขต/ซอย โดยหน่วยงานจังหวัดเป็นผู้บัญชาการร่วมกับผู้นำชุมชน เพื่อจัดทำแผนที่ วิเคราะห์ข้อมูล กำหนดขอบเขตช่วยเหลือ และวางแผนการช่วยเหลือเฉพาะจุด
- ตั้งหน่วยประสานกำลังจากเครือข่ายภาคประชาชน เช่น สสส., พอช., สช., สปสช., มูลนิธิที่ทำงานชุมชน จัดระบบข้อมูลผู้ประสบภัย เพื่อการส่งน้ำ-อาหาร การสนับสนุนแรงงานฟื้นฟู ล้างบ้าน ซ่อมไฟฟ้า/ประปา และใช้กระบวนการนี้เป็นฐานสร้างการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคต
ทางออกระยะกลาง ปรับกฎหมาย เพิ่มงบประมาณเตรียมพร้อมรับภัย
ไมตรีเสนอให้เร่งศึกษาข้อจำกัดด้านระเบียบ กฎหมาย และงบประมาณ พร้อมเสนอให้ปรับปรุง ได้แก่
- ออกระเบียบตาม มาตรา 20 พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ท้องถิ่นใช้งบเตรียมแผน - คน -เครื่องมือเตรียมพร้อมรับภัยล่วงหน้า โดยใช้งบทดลองราชการระดับจังหวัด สนับสนุนท้องถิ่นละไม่เกิน 1 ล้านบาท
- ให้อำนาจท้องถิ่นตาม มาตรา 31 แก้ไขจุดเสี่ยง เช่น ขุดถนน ขุดเกาะกลาง หรือปรับทางน้ำได้ทันที เพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำ
- พัฒนาแอปพลิเคชันภัยพิบัติระดับชาติ สำหรับแจ้งเหตุ ร้องขอความช่วยเหลือ จับคู่ผู้ประสบภัยกับอาสาสมัคร พร้อมฐานข้อมูลผู้เดือดร้อนแบบ real-time
ทางออกระยะยาว กระจายอำนาจ ตั้งกองทุนท้องถิ่น สร้างมาตรฐานชุมชนรับมือภัยพิบัติ
แนวทางเชิงโครงสร้างที่ไมตรีเสนอ ได้แก่
- กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีแผนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ อาสาสมัคร ศูนย์อพยพ และเครื่องมือสนับสนุน
- แก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ให้มีหมวดว่าด้วยการเตรียมการป้องกันภัยพิบัติ ให้มีกองทุนตำบลในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ฟื้นฟู โดยรัฐสนับสนุนไม่น้อยกว่า 50% และกองทุนต้องมีงบไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท
- เปิดทางให้ท้องถิ่น มีอำนาจในการบริหารจัดการหลังภัยพิบัติได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านระบบอนุมัติหลายขั้น
- กระบวนการแก้กฎหมายต้อง รับฟังเสียงจากประชาชนและเครือข่ายชุมชน เพื่อให้การกระจายอำนาจและงบประมาณเป็นไปอย่างแท้จริง
ไมตรีย้ำว่า ข้อเสนอทั้งหมดเป็นเพียงการวิเคราะห์จากประสบการณ์ของคนทำงานภาคสนาม แต่เชื่อว่า หากเริ่มต้นวันนี้ ไทยจะสามารถลดความสูญเสีย สร้างระบบรับมือภัยพิบัติที่เข้มแข็ง และออกจากวงจรวิกฤติซ้ำซ้อน ได้ในอนาคต
ข้อเสนอนี้สะท้อนเสียงเตือนสำคัญในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไมตรีฝากท้ายว่า “เราอาจยังไม่พบทางออกที่ดีที่สุด แต่เราหาทางเลือกที่ทำได้ทันที และร่วมกันทำให้มันดีขึ้นได้”
ภาพจากเพจ PPTV HD 36