เครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกว่า 13 องค์กร ยื่นข้อเรียกร้องต่อ สหประชาชาติ
Back1922
31 May 2017
เครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกว่า 13 องค์กร ยื่นข้อเรียกร้องต่อ ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ให้มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการและขอให้ช่วยเตือนรัฐไทยทำตามปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯของสหประชาชาติและหยุดกฏหมายละเมิดสิทธิประชาชน พร้อมเผยภัยคุกคามที่นักปกป้องสิทธิต้องเจอ อาทิ ภัยจากการสังหารนอกกฎหมาย การถูกบังคับให้สูญหาย การใช้กฏหมายฟ้องร้องชาวบ้าน ขณะที่องค์กร Protection International เปิดสถิติภายหลังจากการรัฐประหารมีเหตุการณ์การคุกคามนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนข่มขู่คุกคามสูงขึ้นมากหลายร้อยกรณี กรณี ด้านผู้ใกล้ชิด“ชัยภูมิ” เผยแม้จะถูกข่มขู่ให้หวาดกลัวจนจะทำทุกวิถีทางเพื่อทวงความยุติธรรมให้ได้ ขณะที่ “อังคณา” เรียกร้องรัฐหยุดข่มขู่คุกคามและแก้แกค้นให้นักปกป้องสิทธิเกิดความหวาดกลัว
จากการที่ นายมิเชลล์ ฟอร์ส (Mr.Michel Forst) ผู้รายงานพิเศษเรื่องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภายใต้กลไก United Nations Special Procedures ของหน่วยงานภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้มาเยือนประเทศไทยอย่างไม่เป็นทางการและได้เป็นแขกรับเชิญพิเศษในการบรรยายสาธารณะเรื่อง The Future of Global Human Rights Discourse: Trends & Challenge ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กร Asia Centre
ในการนี้เครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนระดับชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดินและสิทธิชุมชน กว่า 13 องค์กร อาทิ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน เครือข่ายประชาชนเจ้าของเหมืองแร่แห่งประเทศไทย กลุ่มรักษ์ลาหู่ เครือข่ายผู้หญิงชาติพันธ์ในประเทศไทย ศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้เข้าพบนายมิเชลล์พร้อมทั้ง พูดคุยและยื่นข้อเรียกร้องต่อนายมิเชลล์ให้ช่วยผลักดันให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
โดยรายละเอียดของข้อเรียกร้องที่ 13 เครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ยื่นต่อผู้แทนพิเศษสหประชาชาติระบุว่า ความซับซ้อนทางด้านการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ทำให้ประเด็นในการปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อในเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน สิงแวดล้อมและสิทธิชุมชนของตนเอง ในเรื่องการปกป้องทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง โดย เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการสมาคม การชุมนุมโดยสงบ และสิทธิ ในการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ เป็นสิทธิมนุษยชนที่เปิดโอกาสให้ผู้คนแลก เปลี่ยนความคิด ริเริ่มแนวคิดใหม่ และร่วมกันเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ เราสามารถ ตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของเราบนพื้นฐานของ ข้อมูลได้จากการนำ เสรีภาพสาธารณะเหล่านี้มาใช้ เราสามารถมีส่วนร่วมใน กิจกรรมของพลเมืองและสร้างสังคมประชาธิปไตยขึ้นมาได้ผ่านการมีสิทธิเหล่า นี้ การจำกัดสิทธิที่กล่าวมาถือเป็นการลดทอนความก้าวหน้าของส่วนรวม
แต่ตอนนี้สิทธิเหล่านี้ถูกลดทอนลงไปมาก โดยกลไกทางนโยบายและกฎหมายที่จะคุ้มครองประชาชนและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ถูกทำให้ไม่สำคัญ และที่ผ่านมารัฐไทยเองได้พยายามขจัดข้อผูกมัดทางกฎหมายเพื่อให้บริษัทเอกชนได้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศเราได้ง่ายขึ้น และทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนและเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเองก็จะถูกกฎหมายและคำสั่งพิเศษซึ่งร่างและประกาศใช้โดยรัฐบาลทหาร โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ไมได้มาจากการเลือกตั้งจำกัดสิทธิเสรีภาพ ทำให้การต่อสู้อันชอบธรรมที่ระบุไว้ในปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่รัฐไทยซึ่งเป็นสมาชิก กระทำได้ยากลำบาก
รายละเอียดข้อเรียกร้องของ13 เครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังระบุเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ทั้งนี้ภัยที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยต้องพบเจอมีหลากหลายกรณีดังนี้ 1. ภัยจากการวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งกรณีที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดคือกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารสังหาร นายชัยภูมิ ป่าแส หรือน้องจะอุ๊ อายุ 17 ปี เยาวชนนักกิจกรรมชาวลาหู่ เป็นการทำลายสิทธิในชีวิต (Right to life). ตามหลักปฏิญญาสากล 2. ภัยจากการถูกบังคับให้สูญหาย ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือกรณีการถูกบังคับให้สูญหายของนาย นายเด่น คำแหล้ ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เป็นแกนนำเรียกร้องการปฏิรูปที่ดินของชุมชน และการถูกบังคับให้สูญหายของ นาย พอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในพยานคดีที่ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอยยื่นฟ้องต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ในข้อหาเผาบ้านและยุ้งฉางของชาวบ้านให้ได้รับความเสียหาย ก่อนที่จะหายตัวไป และกรณีการสูญหายของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในเการตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
- การใช้การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนซึ่งที่ผ่านมา กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จังหวัด เลย หรือกลุ่มรักษ์น้ำอูน ที่ยื่นหนังสือให้ องค์การบริหารส่วนตำบลนำเสนอปัญหาโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลสกลนคร แต่ถูกฟ้องในข้อหาหมื่นประมาท การใช้กฎหมายในการฟ้องร้องชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาทวงสิทธิหรือต่อสู่เรื่องที่ดินทำกินให้ล้มละลาย หรือให้ถูกปรับและจับกุมคุมขัง 4. การใช้ความรุนแรงในการคุกคามและยึดที่ดินทำกินและอุปกรณ์รวมถึงผลผลิตในการทำกินของชาวบ้าน 5. การใช้กฎหมายจากพระราชบัญญัติการชุมนุม มายุติการชุมนุมของชาวบ้าน 6.การถูกติดตามจากเจ้าหน้าที่รัฐ 8.การถูกคุกคามทางเพศหรือการทำร้ายทางเพศ 9. การคุกคามสมาชิกครอบครัวของนักปกป้องสิทธิ 10. การถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ 11 . การถูกปฏิเสธในการเข้าถึงการแสวงหาความจริงและความยุติธรรมของ มึนอ ภรยยาของบิลลี่ เช่นการยุติการสอบสวนกณีการถูกบังคับให้สูญหาย อย่าง กรณีของบิลลี่
- ขอให้ทำงานอย่างต่อเนื่องตื่นตัวเข้มแข็งที่จะหาทางคุ้มครองหรือป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นอีกในอนาคตและให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เท่าที่จะสามารถทำงานร่วมทั้งรัฐบาลไทยและองค์กรระหว่างประเทศเพื่อที่จะทำงานในการสร้างพื้นที่และบริบทสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยกับนักปกป้องสิทธิในประเทศไทยให้พวกเขาสามารถทำงานต่อได้โดยที่ไม่ต้องถูกข่มขู่คุกคาม
- ให้พิจาณาในเรื่องของการอำนวยความสะดวกและให้รวมรวมว่าแหล่งทุนที่สนับสนุนนักปกป้องสิทธิในกรณีของการถูกฟ้อง หรือการใช้อำนาจในทางกฎหมายในการกลั่นแกล้งโดยเฉพาะให้ช่วยพิจารณาด้วยว่ากลไกหรือเงินทุนในลักษณะใดที่จะส่งเสริมนักปกป้องสิทธิที่ถูกกลั่นแกล้งทางคดีได้อย่างเร่งด่วน
- อยากให้ช่วยย้ำกับรัฐบาลไทยว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่จะต้องให้การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิตามปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิของยูเอ็นที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกปฏิญญานี้ของ
- ต้องเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการใช้อำนาจในการคุกคามในการทำร้ายหรือในการฟ้องร้องนักปกป้องสิทธิและจะต้องเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่อนุญาตให้รัฐบาลคุกคามนักปกป้องสิทธิได้ จะต้องยกเลิกนโยบายเหล่านี้และต้องเปลี่ยนกฎหมายและระบบนโยบายต่างๆ ให้ได้มาตรฐานในเรื่องของการคุ้มครองนักสิทธิมนุษยชนในระหว่างประเทศ