แถลงการณ์ร่วม “หยุดการใช้อำนาจที่สร้างความหวาดกลัว - คืนประชาธิปไตยสู่สังคมไทย”
Back1486
4 May 2017
โดย องค์กรภาคีด้านสิทธิมนุษยชน 10 องค์กร
ภายใต้การปกครองประเทศโดยการควบคุมของรัฐบาลทหาร ได้มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด ด้วยข้ออ้างเรื่องความสงบเรียบร้อย/ความมั่นคง มีการนำกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการควบคุมประชาชน โดยเฉพาะมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ทำให้ประชาชนหรือผู้ที่ลุกขึ้นมาคัดค้าน เห็นต่างถูกจัดการด้วยอำนาจพิเศษที่ไร้การตรวจสอบ มีการดำเนินคดีโดยที่กระบวนการยุติธรรมและระบบตุลาการอันเป็นเสาหลักค้ำจุนความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน กลับไม่ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น
ยิ่งในสถานการณ์ของการเร่งรุกคืบดำเนินนโยบายทางการเมืองและการพัฒนาประเทศ ภายใต้วาทกรรมประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยละเลยปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในระดับชุมชน ท้องถิ่น และสังคมไทยในภาพรวม ไม่ว่านโยบายทวงคืนผืนป่าในภูมิภาคต่างๆ โครงการพัฒนาภาคใต้ การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้าถ่านหิน เหมืองแร่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น จะยิ่งเป็นการกรุยทาง-สร้างความชอบธรรมในการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้ความรุนแรงและการสร้างความหวาดกลัวทั้งในทางตรงและทางอ้อม
ดังที่ปรากฏอยู่เนืองๆว่า ในขณะที่มีการผลักดันโครงการพัฒนาต่างๆ รัฐได้พยายามปิดกั้นการมีส่วนร่วมและกีดกันประชาชนที่ไม่เห็นด้วยให้ออกไปจากกระบวนการ ประชาชน พลเมืองถูกจัดการด้วยกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม และกระบวนการยุติธรรมที่ไม่อาจเป็นที่พึ่งได้
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนและสังคมไทยตกอยู่ในสภาวะ“สังคมแห่งความหวาดกลัว” มากขึ้นเรื่อยๆ การขึงตรึงสังคมไทยไว้ด้วยความกลัว การทำให้ยอมจำนน การไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และความเป็นประชาธิปไตย ไม่เพียงเป็นชนวนสำคัญที่จะนำพาสังคมไทยดำดิ่งไปสู่ความขัดแย้งอันรุนแรงและร้าวลึกมากขึ้นเท่านั้น หากยังมีความเสี่ยงสูงที่จะโน้มนำไปสู่การ “กัดกร่อนความชอบธรรม” และ “วิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐและกลไกรัฐ” ในระยะยาว
องค์กรภาคีด้านสิทธิมนุษยชน 10 องค์กร ประกอบด้วย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย และสงขลาฟอรั่ม จึงขอเรียกร้องและเสนอแนะ ดังนี้
- เร่งสร้างบรรยากาศทางสังคมการเมืองให้เข้าสู่ “สภาวะปกติ” โดยเร็ว เพื่อเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพของตนที่พึงมีตามหลักสากล โดยรัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเป็นวิถีประชาธิปไตยเยี่ยงอารยะ
- สร้างหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติการและการเคลื่อนไหวของประชาชน-พลเมืองกลุ่มต่างๆ โดย "คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และการผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยสากล"
- การเคลื่อนไหวเรียกร้องการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประชาชนในปัจจุบัน ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปกป้องฐานทรัพยากร สิทธิชุมชน อันเกี่ยวพันกับวิถีการดำรงชีวิต และการมีชีวิตสาธารณะที่เข้มแข็ง ดังนั้น “รัฐต้องโอบอุ้ม ปกป้อง คุ้มครอง และตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง” อย่างจริงจัง ที่สำคัญต้องไม่ลดทอน แบ่งแยก หรือผลักประชาชนให้เป็นคู่ตรงข้าม ภายใต้ปรากฏการณ์ผิวเผินของการเมืองเสื้อสีแบบที่ผ่านมา
- การปกครองด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่อาจเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมใหม่ที่พึงปรารถนาร่วมกันได้ เพราะสังคมประกอบด้วยบุคคลที่หลากหลาย การเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเท่านั้น คือ หนทางที่ควรจะเป็นการคืนอำนาจแก่ประชาชน การเร่ง “คืนความเป็นประชาธิปไตย” แก่สังคม เป็นสิ่งที่ต้องทำโดยเร่งด่วนเพื่อประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และได้“ผนึกพลัง” ร่วมกันผลักดัน เคลื่อนไหว และเรียกร้องการเข้าสู่สังคมที่ให้คุณค่าในสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และความเป็นพลเมือง อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
- กระบวนการยุติธรรมและระบบตุลาการ ซึ่งเป็นหลักค้ำจุนความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเต็มที่ ภายใต้กฎหมายที่ให้คุณค่ากับหลักการสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม