ลักษณะกฎหมายในยุคเผด็จการทหารคสช.
Back1386
15 March 2016
เลิศศักดิ์คำคงศักดิ์
14มีนาคม2559
หนึ่งสัปดาห์เล็กน้อยหลังจากที่เข้ามาเป็นรัฐบาลจากการรัฐประหารยึดอำนาจไปจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ชินวัตรเมื่อวันที่22พฤษภาคม2557คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยกระทรวงคมนาคมก็เร่งหารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อปลดล็อกEIAให้มีระยะเวลาการพิจารณาให้ความเห็นชอบสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้โครงการนำร่องที่เสนอออกมาก็มีรถไฟทางคู่ 5 สายรถไฟฟ้าและมอเตอร์เวย์พัทยา-มาบตาพุดโดยจะขอใช้การพิจารณาEIA แบบเร่งรัดช่องทางพิเศษ (EIA Fast Track) ให้แล้วเสร็จภายใน 105 วันเพื่อสร้างผลงานให้กับภาคธุรกิจทั้งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนรัฐประหารได้เห็นผลเชิงประจักษ์ว่าระบอบเผด็จการสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีกว่ารัฐบาลประชาธิปไตยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์และทักษิณเสียอีกเพราะใช้อำนาจจากปลายกระบอกปืนตัดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการจัดทำและพิจารณาEIA ออกไปเสีย
แต่โครงการชิมลางที่ได้รับการยกเว้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบEIA ตามกระบวนการและขั้นตอนปกติของกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมพ.ศ. 2535กลับเป็นโครงการศูนย์การแพทย์ศิริราชที่คสช. ออกประกาศคสช.ฉบับที่ 91/2557เมื่อวันที่15 กรกฎาคม2557เรื่องการก่อสร้างอาคารตาม“โครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์พร้อมระบบสาธารณูปโภค”คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อยกเว้นบทบัญญัติของกฎหมายหลายฉบับให้สามารถดำเนินการก่อสร้างอาคารได้โดยยกเว้นข้อบังคับของหนึ่ง-กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535)ออกตามความพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 1 ลักษณะของอาคารเนื้อที่ว่างของภายนอกอาคารและแนวอาคารสอง-ข้อ 31 ของกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมของกรุงเทพมหานครพ.ศ.2556ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับที่ดินประเภทศ.1 (ที่ดินประเภทอนุรักษ์เพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย) การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทนี้ให้มีอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (F.A.R.) ไม่เกิน 3:1[1]สาม-ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างดัดแปลงใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภทภายในบริเวณฝั่งธนบุรีตรงข้ามบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ในท้องที่แขวงบางยี่ขันเขตบางพลัดแขวงอรุณอมรินทร์แขวงศิริราชเขตบางกอกน้อยแขวงวัดอรุณเขตบางกอกใหญ่แขวงวัดกัลยาณ์เขตธนบุรีและแขวงสมเด็จเจ้าพระยาเขตคลองสานกรุงเทพมหานครพ.ศ.2535โดยข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฉบับนี้ได้กำหนดให้พื้นที่ก่อสร้างโครงการดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่ 2 ซึ่งห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารอื่นใดยกเว้นอาคารทางศาสนาอาคารที่ทำการของทางราชการและอาคารที่พักอาศัยที่มิใช่ห้องแถวตึกแถวบ้านแถวหอพักหรืออาคารชุดโดยให้มีความสูงไม่เกิน 16 เมตร[2]สี่-หมวด 5 แนวเขตอาคารและระยะต่างๆตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องควบคุมอาคารพ.ศ.2544
และห้า-ในส่วนของการจัดทำรายงานEIA ได้กำหนดให้การพิจารณาในกระบวนการหรือขั้นตอนใดที่ไม่สามารถดำเนินการได้และจะทำให้การดำเนินโครงการฯดังกล่าวต้องล่าช้าออกไปก็ให้ได้รับยกเว้นการพิจารณาในขั้นตอนนั้นได้
โครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ฯดังกล่าวเป็นอาคารศูนย์การแพทย์จำนวน 1หลังขนาดความสูง 25 ชั้นและชั้นใต้ดิน 2 ชั้นเพื่อใช้เป็นศูนย์บริการทางการแพทย์เฉพาะทางด้านต่างๆซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 อนุมัติในหลักการโครงการและสนับสนุนด้านงบประมาณให้โครงการแล้วแต่พื้นที่ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารค่อนข้างคับแคบบนพื้นที่ 3,017 ตารางเมตร (ประมาณ 1.88 ไร่) จึงจำเป็นต้องสร้างอาคารสูงเพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยอย่างเพียงพอคสช. จึงออกประกาศคำสั่งยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้พื้นที่คับแคบในการสร้างอาคารสูงให้เป็นกรณีเร่งรัดช่องทางพิเศษเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินแก่บรรดาพวกหมอที่สนับสนุนรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลย่ิงลักษณ์ออกไปได้
คล้อยหลังคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 17/2558เรื่องการจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษลงวันที่15พฤษภาคม2558โดยการเพิกถอนสภาพที่ดินตามแนวชายแดนอันเคยเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนที่สาธารณประโยชน์ใช้สอยร่วมกันของชุมชนและพลเมืองพื้นที่ป่าไม้ประเภทต่างๆพื้นที่ส.ป.ก. และที่ดินใช้สอยประเภทอื่นๆให้ตกเป็นที่ราชพัสดุเพื่อนำไปจัดสรรเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตากมุกดาหารสระแก้วสงขลาตราดและหนองคายรวมทั้งให้บรรดาที่ดินที่ตกเป็นที่ราชพัสดุตามคำสั่งนี้และที่ดินอื่นที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ[3]หรือกนพ. กำหนดให้ใช้ประโยชน์ในการใช้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณตำบลป่าไร่อ.อรัญประเทศจ.สระแก้วตำบลสำนักขามอ.สะเดาจ.สงขลาและอำเภอเมืองจ.หนองคายไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายผังเมืองด้วยจนกว่าจะมีการจัดทำผังเมืองรวมขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับที่ดินที่ถูกแปรสภาพไปเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วไม่นานนักข่าวที่กนพ. ที่มีพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชาเป็นประธานได้เสนอให้มีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์กฎระเบียบและเงื่อนไขไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังของกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อเลี่ยงการจัดทำและพิจารณารายงานEIAบางขั้นตอนให้มีระยะเวลาสั้นลง (EIA Bypass)เพื่อผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษให้มีผลเชิงรูปธรรมเร็วขึ้นโดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือจัดให้มีคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานEIA ด้านอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภค (คชก.) ระดับจังหวัด[4]ที่มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถเป็นผู้อนุมัติ/อนุญาตรายงานEIA ได้เองไม่ต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนการพิจารณารายงานEIAแบบเดิมที่ใช้ระยะเวลายาวนานในการพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกต่อไปก็ปรากฎขึ้น
ปลายปี2558 ความพยายามที่จะทำEIA Fast Track และEIA Bypass ยิ่งชัดเจนขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP Fast Track)เมื่อวันที่3 พฤศจิกายน2558 ทั้งนี้ก็เพื่อให้ขั้นตอนในการดำเนินการประกอบด้วยการจัดเตรียมโครงการการเสนอโครงการการคัดเลือกเอกชนและการคัดเลือกโครงการสามารถจัดทำไปพร้อมกับการจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ(Feasibility Study : FS) และการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้FS หรือEIA ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่แต่เดิมหน่วยงานต่างๆจะต้องศึกษาพิจารณาและอนุมัติ/อนุญาตตามขั้นตอนต่างๆที่ถูกกำหนดไว้เรียงลำดับดังนี้เช่นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมการจัดเตรียมโครงการการเสนอโครงการการคัดเลือกเอกชนและการคัดเลือกโครงการฯลฯตามลำดับก่อนหลังแต่มติครม.ดังกล่าวสามารถให้หน่วยงานต่างๆศึกษาพิจารณาและอนุมัติ/อนุญาตตามขั้นตอนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตัวเองไปพร้อมๆกันหรือคู่ขนานกันไปได้เลยไม่ต้องรอลำดับก่อนหลังอีกต่อไปซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นการปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ที่สามารถย่นระยะเวลาให้กับโครงการที่เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐจากระยะเวลาอย่างน้อย1ปี10เดือนเหลือเพียง9เดือนเท่านั้น
เบื้องต้นคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP)ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 6/2558เมื่อวันที่11 พฤศจิกายน 2558อนุมัติโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมที่มีความพร้อมในการดำเนินการตามมาตรการ PPP Fast Track จำนวน 5 โครงการรวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 334,207 ล้านบาทประกอบด้วยโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย– มีนบุรีมูลค่าโครงการ 56,725 ล้านบาทโครงรถไฟฟ้าสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว– สำโรงมูลค่าโครงการ 54,768 ล้านบาทโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง– บางแคและช่วงบางซื่อ– ท่าพระมูลค่าโครงการ 82,600 ล้านบาทโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางประอิน– นครราชสีมามูลค่าโครงการ 84,600 ล้านบาทและโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางใหญ่– กาญจนบุรีมูลค่าโครงการ 55,620 ล้านบาท
แต่ความพยายามของรัฐบาลเผด็จการทหารคสช. ยังไม่หยุดเพียงแค่นี้กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆต้นปี2559 ยังได้ออกคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องกันอีก3 ฉบับคือ1. คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2559เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษลงวันที่20มกราคม2559เพื่อขยายอำนาจม.44 ตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 17/2558เรื่องการจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษลงวันที่15พฤษภาคม2558ที่กำหนดให้ที่ดินในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะ3 พื้นที่คือบริเวณตำบลป่าไร่อ.อรัญประเทศจ.สระแก้วตำบลสำนักขามอ.สะเดาจ.สงขลาและอำเภอเมืองจ.หนองคายไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายผังเมืองเปลี่ยนเป็นยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองครอบคลุมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมดได้แก่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตากมุกดาหารสระแก้วสงขลาตราด[5]หนองคายนราธิวาสเชียงรายนครพนมกาญจนบุรี[6]
- คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 4/2559เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภทลงวันที่20 มกราคม2559เพื่อขยายอำนาจม.44 ให้ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองในโรงงานบางประเภทเพิ่มขึ้นอีกเช่นโรงไฟฟ้าขยะโรงไฟฟ้าชีวมวลหรือโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงอื่นๆโรงงานกำจัดขยะและของเสียต่างๆเป็นต้น