ความเห็นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อการตั้งเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี และต่อการตายของพันตำรวจตรีปรากรม วารุณประภา และนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์
Back1108
14 November 2015
เผยแพร่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558
ตามที่กระทรวงยุติธรรมได้ออกคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 314/2558 เรื่องกำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2558 และในวันที่ 14 กันยายน 2558 ได้นำตัวนายอาเด็ม คาราดัก และนายไมไรลี ยูซูฟูผู้ต้องหาคดีระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์เข้ามาควบคุมตัว โดยผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในฐานะต้นสังกัดได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าจะมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้คุมพิเศษจำนวน 20 ราย
ในวันที่ 21 ตุลาคม 2558 นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ พันตำรวจตรี ปรากรม วารุณประภา และนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ผู้ต้องหาความผิดมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาได้ถูกนำตัวมาควบคุมที่เรือนจำดังกล่าวรวมเป็นผู้ต้องขังทั้งหมด 5 ราย และต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม 2558 พันตำรวจตรี ปรากรม วารุณประภา ได้เสียชีวิตภายในเรือนจำโดยแถลงการณ์กรมราชทัณฑ์ระบุเหตุจากการผูกคอตนเอง โดยสภาพห้องขังเป็นกำแพงปิดทึบทั้งสี่ด้านไม่สามารถมองเห็นจากภายนอกได้หากไม่เปิดประตู พร้อมทั้งระบุว่าจะมีการส่งศพไปชันสูตรพลิกศพที่สถาบันนิติเวชและตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว
จนกระทั่งวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 กรมราชทัณฑ์ได้แจ้งข่าวว่านายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ เสียชีวิตแล้วเนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลวจากติดเชื้อในกระแสโลหิต เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้นายสุริยันได้ถูกนำตัวไปยังโรงพยาบาลแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ในวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ซึ่ง อธิบดีราชทัณฑ์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าแพทย์โรงพยาบาลภายนอกได้ตรวจ สอบโดยการแสกนสมองแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติคาดว่านายสุริยันแกล้งป่วย และวันที่ 30 ตุลาคม 2558 นาย สุริยันไม่ได้ถูกนำตัวมาฝากขังผลัดสองที่ศาลทหารโดยมีหนังสือจากทัณฑสถานโรง พยาบาลราชทัณฑ์ว่านายสุริยันป่วยเป็นโรคความดันและภาวะไขมันพอกตับ
ทั้งสองกรณีอ้างว่าได้มีการชันสูตรพลิกศพตามมาตรา 150 ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญาแล้ว โดยศพพันตำรวจตรีปรากรมได้ชันสูตรภายในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์และศพนายสุริยันมีการส่งศพไปตรวจพิสูจน์ยังสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดยญาติไม่ติดใจถึงสาเหตุการตายและไม่มีการจัดพิธีศพของทั้งสองรายแต่อย่างใด
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มีความเห็นต่อสถานการณ์การควบคุมตัวพลเรือนภายในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ทหาร ดังต่อไปนี้
- สาเหตุในการจัดตั้งเรือนจำชั่วคราว แม้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 จะให้อำนาจรัฐมนตรีในการจัดตั้งเรือนจำชั่วคราวเพื่อคุมขังผู้ต้องขังเฉพาะกรณีก็ตาม แต่การที่คำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 314/2558 เรื่องกำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี ระบุเหตุในการจัดตั้ง“เพื่อประโยชน์ในด้านการรักษาความปลอดภัย และความเหมาะสมในการคุมขังและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ และคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นผู้ต้องขังประเภทมีเหตุพิเศษ ที่ไม่ควรจะรวมคุมขังอยู่กับผู้ต้องขังอื่น จึงสมควรกำหนดสถานที่คุมขังไว้สำหรับผู้ต้องขังประเภทดังกล่าว” ซึ่งถ้อยคำอธิบายวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจนเพียงพอว่าผู้ต้องขังประเภทมี “เหตุพิเศษ” ดังกล่าวคืออะไร หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ต้องขังเป็นอย่างไร ทำ ให้การนำตัวผู้ต้องขังใดมาไว้ในเรือนจำเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจของเจ้า หน้าที่รัฐเป็นหลักและก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้ต้อง ขัง นอกจากนั้นไม่ปรากฎว่าคำสั่งดังกล่าวระบุมาตรการที่อ้างว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย ความเหมาะสมและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวฯ ที่แตกต่างหรือพิเศษอย่างไรจากเรือนจำปกติ เพื่อแสดงถึงความจำเป็น ความเหมาะสมและความได้สัดส่วนในการตั้งเรือนจำชั่วคราว จึงเป็นการออกคำสั่งกระทรวงยุติธรรมมาจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยการคุมขังบุคคลซึ่งขัดหลักความชัดเจนแน่นอน หลักการไม่เลือกปฏิบัติ และหลักความจำเป็นได้สัดส่วน ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่มิชอบและทำให้การควบคุมตัวนั้นมิชอบ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 9 ที่ห้ามการควบคุมตัวมิชอบ
- เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจในการควบคุมตัวบุคคล เนื่องจากการคุมขังผู้ต้องขังนั้นมีกฎและระเบียบในการควบคุมตัวอยู่เป็นจำนวนมาก และควรเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ปี 1955 แต่เรือนจำดังกล่าวกลับใช้วิธีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทหาร[1]ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานนอกสังกัดกรมราชทัณฑ์เป็นผู้คุมพิเศษ และส่งผู้คุมจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปให้คำแนะนำเรื่องงานทะเบียนและการติดต่อขอเยี่ยมญาติในกรณีต่าง ๆแทนนั้นแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมของบุคคลากรซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมผู้ต้องขัง ซึ่งขาดความรู้ความเข้าใจถึงสิทธิของผู้ต้องขังและมาตรฐานในการควบคุมตัวบุคคล
- ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าหน้าที่ในการควบคุมตัวผู้ต้องขังเป็นของกรมราชทัณฑ์โดยตรง การปล่อยผู้ต้องขังไว้ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งขาดความรู้ความเข้าใจในการควบคุมตัวบุคคล โดย อ้างประโยชน์ในการสอบสวนคดีจึงเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของผู้ต้องขังดังที่ได้ปรากฏผลเป็นการ เสียชีวิตของผู้ต้องขังทั้งสองราย
- สภาพห้องคุมขัง มาตรฐานในการควบคุมตัวผู้ต้องขัง
- กระบวนการชันสูตรพลิกศพและไต่สวนการตาย
- การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง