Mining Zone  ในร่างกฎหมายแร่มีสภาพบังคับไม่ใช่ดุลพินิจ

Back

1401

25 October 2015

Mining Zone  ในร่างกฎหมายแร่มีสภาพบังคับไม่ใช่ดุลพินิจ
  เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๘   ท่ามกลางกระแสคัดค้านต่อต้านการเปิดให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำรอบใหม่-ร่างนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ-ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา  มีคำถามเชื่อมโยงมาถึงร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังปรับแก้ด้วย  โดยเฉพาะสามประเด็นสำคัญที่เกิดข้อถกเถียง  โต้แย้งและคัดค้านขึ้นในสังคม  นั่นก็คือ  ความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายแร่ให้มีเขตทรัพยากรแร่ หรือ Mining Zone ในพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่นให้ชัดเจน  เพื่อแก้ไขข้อติดขัดตามกฎหมายอื่นที่มีกฎระเบียบยุ่งยากในการตัดแบ่งพื้นที่เหล่านั้นออกมาเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  ความพยายามที่จะลดขั้นตอนการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ให้สั้นลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพื่อความรวดเร็วต่อเอกชนที่จะเข้ามาลงทุน  และประเด็นสุดท้ายซึ่งเกี่ยวข้องกับสองประเด็นที่กล่าวไป  ก็คือ  ความพยายามที่จะทำให้หน่วยงานในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่เป็นหน่วยงานเดียวในการบริการ  หรือ  One Stop Service  เพื่ออำนวยความสะดวกให้เอกชนไม่ต้องยุ่งยากในการเดินเรื่องประมูลหรือขอสัมปทานกับหลายหน่วยงานและหลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  เพราะใช้เวลานานและเชื่องช้า  ไม่ตอบสนองการอำนวยความสะดวกและเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ลงทุน  รวมถึงเป็นหน่วยงานเดียวที่มีสิทธิ์  อำนาจและหน้าที่อย่างเต็มที่ในการบริหารจัดการแร่ในพื้นที่ Mining Zone ที่ถูกตัดแบ่งออกมาจากพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่นด้วย ทั้งสามประเด็นนี้  ถูกผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายแร่หลายยุคสมัยเรื่อยมา  แต่ก็ยังไม่สำเร็จเสียที  จนมาสบโอกาสอีกครั้งหนึ่งในยุคสมัยรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. ที่คณะรัฐมนตรีรับหลักการร่างกฎหมายแร่ดังกล่าวและส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีการปรับแก้อยู่ในขณะนี้     การกลบเกลื่อนและบิดเบือนข้อโต้แย้ง  ถกเถียงและคัดค้านร่างกฎหมายแร่ของ กพร.   กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)  จึงได้เผยแพร่บทความ  ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... : แนวคิดและหลักการสำคัญ ในการเสนอและในช้ันการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะท่ี ๗)  ที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ที่ http://www.dpim.go.th/pr/article?catid=42&articleid=6520  นั้น  (หรือโปรดดูเอกสารดังกล่าวแนบท้้ายบทความนี้)  เพื่อกลบเกลื่อนและบิดเบือนข้อโต้แย้ง  ถกเถียงและคัดค้านร่างกฎหมายแร่ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ Mining Zone  บทความดังกล่าวได้ชี้แจงว่า  ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗) ได้มีการเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยนโยบายในการบริหารจัดการแร่เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการแร่ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด  โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกันจัดทำ  ‘แผนแม่บทบริหารจัดการแร่’  ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูลการสำรวจทรัพยากรแร่ แหล่งแร่สำรอง การจำแนกเขตพื้นที่ศักยภาพแร่ พื้นที่ที่ควรสงวนหวงห้าม หรืออนุรักษ์ไว้และพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่จะกำหนดให้เป็นเขตเพื่อการทำเหมืองแร่ โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งเมื่อคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว  ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทฯดังกล่าว ดังนั้น  ตามร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่  หรือ  ‘ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ....’ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศกำหนดพื้นที่ให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม  หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในพื้นที่นั้น  ซึ่งในการออกประกาศดังกล่าว  นอกจากต้องกำหนดจากพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง  และไม่ใช่พื้นที่ที่มีกฎหมายเฉพาะห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด รวมถึงพื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติแล้วการออกประกาศกำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกยังต้องอยู่ภายใต้กรอบของแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ด้วย ด้วยเหตุนี้  หากแผนแม่บทฯดังกล่าวได้กำหนดให้พื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมในบริเวณใดเป็นพื้นที่ที่สมควรสงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้ก็ไม่อาจออกประกาศกำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกทับพื้นที่สงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ดังกล่าวได้     ข้อโต้แย้ง  ถกเถียงและคัดค้านร่างกฎหมายแร่ที่ไม่อาจทำลายได้   นั่นคือคำอธิบายของ กพร.ที่นำเอาแผนแม่บทบริหารจัดการแร่มากลบเกลื่อนและบิดเบือนข้อโต้แย้ง  ถกเถียงและคัดค้านร่างกฎหมายแร่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Mining Zone แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ....ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีและอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา  ในหมวด ๗ การบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษมาตรา ๙๙ ระบุว่า  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดให้พื้นที่ใดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวน หวงห้าม  หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในพื้นที่นั้น โดยพื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ได้ต้องเป็นแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และมิใช่พื้นที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องการห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด รวมถึงพื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ  นั้น  เมื่อดูเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตราดังกล่าวจะเห็นว่าเป็นการเปิดโอกาสให้นำพื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศตั้งแต่พื้นที่สูงบนภูเขาจนถึงที่ราบต่ำและชายทะเล  และพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่น  เช่น  พื้นที่ ส.ป.ก.  พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร  พื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ทางโบราณวัตถุ  โบราณสถาน  หรือแหล่งฟอสซิลที่ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์ไว้  ฯลฯ  ต้องคำนึงถึงการนำพื้นที่เหล่านั้นมาเปิดประมูลก่อนคำนึงถึงการสงวนหวงห้าม  หลักกฎหมายเช่นนี้  เป็นการลบล้างหรือครอบกฎหมายอื่นไปสิ้น  จนทำให้แทบไม่เหลือพื้นที่ใดเลยในประเทศที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์หรือรักษาไว้เพื่อประโยชน์ที่ไม่ใช่การสำรวจและทำเหมืองแร่อีกต่อไป หลักการเช่นนี้  ดูเหมือนจะมี  ‘สภาพดุลพินิจ’  หมายความว่าหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่หยิบยกพื้นที่หวงห้ามต่าง ๆ มาประกาศเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ก็ย่อมได้  แต่จริง ๆ แล้วบทบัญญัติหรือหลักการดังกล่าวมี  ‘สภาพบังคับ’  มากกว่า  หมายความว่าหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ดำเนินการหยิบยกพื้นที่หวงห้ามต่าง ๆ มาประกาศเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่  ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนบังคับได้หลายช่องทาง  ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพบเพื่อเจรจา  ร้องเรียน  เรียกร้อง  หรือฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา  โทษฐานที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่่โดยมิชอบได้  เพราะทำให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนหรือผู้ลงทุนได้  เพื่อให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการ  เพราะหลักการตามบทบัญญัติดังกล่าวมันแสดงเจตนาชัดว่าไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายใดต้องคำนึงถึงการนำพื้นที่เหล่านั้นมาเปิดประมูลให้สำรวจและทำเหมืองแร่ก่อนคำนึงถึงการสงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้ ดังนั้น  ถึงแม้จะมีแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ก็ยังคงทำให้ Mining Zone มีสภาพบังคับอยู่ดี  เพราะข้าราชการจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายเขียนแผนแม่บทฯขึ้นมาโดยไร้กระบวนการตรวจสอบและกลั่นกรองใด ๆ จากภาคประชาชนหรือองค์กรที่ไม่มีส่วนได้เสีย  นั่นย่อมต้องเขียนขึ้นเพื่อคำนึงถึง Mining Zone เป็นหลัก  ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อคำนึงถึงการสงวนหวงห้ามเป็นหลัก  และเป็นการเขียนที่ไม่มีนิยาม  เงื่อนไข  หลักเกณฑ์  วิธีการใด ๆ ที่ระบุเป็นข้อห้ามหรืือข้อควรปฏิบัติไว้ในร่างกฎหมายแร่ที่สามารถนำมาใช้กำกับหรือควบคุมได้ว่าพื้นที่ใดสมควรเป็นแหล่งแร่สำรอง  พื้นที่ใดสมควรเป็นพื้นที่ที่ควรสงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้  และพื้นที่ใดสมควรเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่จะกำหนดให้เป็นเขตเพื่อการทำเหมืองแร่  เป็นต้น ด้วยการเพิ่มเติมบทบัญญัติเรื่องแผนแม่บทบริหารจัดการแร่เข้ามาในร่างกฎหมายแร่  แทนที่จะสามารถจำแนกพื้นท่ีทรัพยากรแร่ประเภทต่าง ๆ ตามแผนแม่บทฯได้ตามหลักวิชาการ  กลับจะกลายเป็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนแม่บทฯใช้หลักวิชาการบิดเบือนประกาศพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่จะกำหนดให้เป็นเขตเพื่อการทำเหมืองแร่ได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม (Mining Zone) ครอบทับลงไปในพื้นที่ที่ควรสงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้เสียมากกว่า  แม้แต่พื้นที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องการห้ามการเข้าใช้ประโยชน์ที่ไม่มีกฎหมายใดกำหนดโดยเด็ดขาด  รวมถึงพื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ  ก็สามารถที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่จะกำหนดให้เป็นเขตเพื่อการทำเหมืองแร่ได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามอีกด้วย จากเหตุผลที่กล่าวมา  จะเห็นได้ว่าอย่างไรเสียการเขียนแผนแม่บทฯต้องคำนึงถึงการเขียนไม่ให้กระทบ Mining Zone เป็นหลัก  ไม่ใช่ตัดแบ่ง Mining Zone ออกมาจากพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่นเพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนแม่บทฯเป็นหลัก  เพราะไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่บังคับให้ชัดว่าแผนแม่บทฯและ Mining Zone จะต้องให้ความสำคัญกับการคำนึงถึงพื้นที่สงวนหวงห้ามหรืออนุรักษ์ไว้เป็นอันดับแรกก่อนการเปิดให้เอกชนประมูล  ดังนั้น  การมีแผนแม่บทฯไว้ในร่างกฎหมายแร่จึงไม่ใ่่ช่ข้อละเว้นว่าไม่ให้ตัดแบ่งพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายอื่นมาทำเป็น Mining Zone แต่อย่างใด