การเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเหมืองแร่โพแทชของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
Back1856
10 May 2015
การ ต่อสู้ของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี บนเส้นทางของการปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ปกป้องวิถีชีวิตชุมชน ตลอดจนปกป้องสิทธิตามธรรมชาติบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ นับได้ว่าเป็นกระบวนการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน หลายฉาก หลายช่วงตอน กินเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ ทั้งนี้ บนมิติของกาลเวลาดังกล่าว กลุ่มชาวบ้านได้ปะทะสังสรรค์ในหลายรูปแบบกับกลุ่มคน องค์กร และหน่วยงานที่หลากหลายทั้งฝ่ายเผชิญหน้า หรือเครือข่ายพันธมิตร จนส่งแรงสะเทือนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติบนสนามการเมืองเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ ที่เลื่อนไหลไปตามสถานการณ์และบริบทแวดล้อมอย่างไม่หยุดนิ่ง ดังนั้น จึงแบ่งช่วงเวลาการต่อสู้ของกลุ่มชาวบ้านออกเป็น 2 ช่วง ดังนี้
ยุคขยายพื้นที่ทางการเมือง (พ.ศ. 2545-2547)
เป็น การต่อสู้ในช่วงเริ่มต้นซึ่งกลุ่มชาวบ้านมีการรวมตัวกันเป็นองค์กรชาวบ้าน เคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านโครงการเหมืองแร่โพแทช จ.อุดรธานี โดยมีการชุมนุมที่ศาลากลางจังหวัดเมื่อกลางปี พ.ศ.2544 จนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจากโครงการเหมืองแร่โพแทชจังหวัดอุดรธานี ขึ้นตามข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้าน ดังนั้น น้ำหนักของการเคลื่อนไหวในช่วงนี้จึงมีด้วยกัน 3 ประเด็น ได้แก่
1.1) การยับยั้งกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 ที่กำลังอยู่ในขั้นพิจารณาร่วมของกรรมาธิการสองสภา เนื่องจากกรมทรัพยากรธรณี (ปัจจุบันคือกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม) เป็นหน่วยงานที่นำเสนอร่างกฎหมายฉบับแก้ไขดังกล่าว มุ่งหวังจะปลดล็อคทางกฎหมายเพื่อให้สามารถทำเหมืองแร่ใต้ดินในแดนกรรมสิทธิ์ ของบุคคลอื่นได้ การต่อสู้ในสามประเด็นดังกล่าวได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทว่า สภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีการลงมติ ในวันที่ 21 สิงหาคม 2545 ผ่านความเห็นชอบร่างกฎหมายแร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ที่แก้ไขจากกรรมมาธิการร่วมกัน และลงประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2545
1.2) ประเด็นเรื่องความไม่ชอบธรรมของกระบวนการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งความบกพร่องของรายงาน ก็เป็นอีกประเด็นในช่วงนั้นที่กลุ่มชาวบ้านได้หยิบยกขึ้นมาเคลื่อนไหวคัด ค้าน เมื่อไม่สามารถยับยั้งกระบวนการแก้ไขกฎหมายแร่ ปี 45ได้ ทำให้ในช่วงปลายปี 2545 คาบเกี่ยวถึงช่วงต้นปี 2546 กลุ่มชาวบ้านได้หันมาเน้นเคลื่อนไหวในเรื่องรายงาน EIA และ สัญญาสัมปทานอย่างเข้มข้น ทั้งการยื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์) ผลของการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ของกลุ่มชาวบ้านจำนวนกว่าหนึ่งพันชีวิต ที่ปักหลักชุมนุมประท้วงอยู่บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 ส่งผลให้ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม ต้องเดินทางลงพื้นที่เพื่อเจรจายุติปัญหากับกลุ่มชาวบ้านอย่างเร่งด่วน พร้อมกับยอมรับข้อเสนอ และทำเป็นบันทึกข้อตกลงร่วมกัน(ณัฐวุฒิ สิงห์กุล, 2550) ซึ่งในเวลาต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีคำสั่งที่ 72/2546 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2546 แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาร้องเรียนเกี่ยวกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่โพแทช ขึ้นเพื่อพิจารณารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในทุกประเด็นใหม่อีกครั้งตาม ข้อตกลงที่ทำไว้กับกลุ่มชาวบ้าน
กระทั่งเข้าสู่ปี 2546 ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และกลุ่มชาวบ้าน ได้พยายามเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลทบทวนและปรับปรุงกลไกการประเมินผลกระทบ ของโครงการเสียใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมในหลายมิติมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะมีการตัดสินใจดำเนินโครงการ โดยเฉพาะการเสนอแนะให้รัฐบาลเพิ่มเติมกระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HIA) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ขณะ เดียวกันกลุ่มชาวบ้านยังได้อาศัยช่องทางที่กฎหมายรัฐธรรมนูญเปิดช่องรองรับ สิทธิเอาไว้ให้ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 ให้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในชุมชนท้องถิ่นของโครงการ เหมืองแร่โพแทช จังหวัดอุดรธานี และกรมทรัพยากรธรณี (ปัจจุบันคือกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่)อย่างเร่งด่วน (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 2550)
1.3) การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาสัมปทาน ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับบริษัทเอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) สัญชาติแคนนาดา โดยการชุมนุมครั้งใหญ่ที่หน้ากระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2547 เป็น ผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในเวลานั้น (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) ได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาสัญญาขึ้น เพื่อพิจารณาเงื่อนไขในสัญญาทุกประเด็นใหม่ โดยให้มีตัวแทนของกลุ่มชาวบ้านร่วมเป็นคณะทำงานด้วย และมีผลสรุปว่าสัญญาไม่เป็นธรรม กล่าวคือต่างชาติถือหุ้นมากกว่าคนไทยในสัดส่วนร้อยละ 50 จนนำมาสู่การขายกิจการของบริษัท APPC ให้กับบริษัทอิตาเลี่ยนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน (ITD) และมีการแก้ไขสัดส่วนผู้ถือหุ้นในเวลาต่อมา
- ยุคตรึงกำลังในพื้นที่ ปกป้องอู่ข้าวอู่น้ำจากการรุกราน (พ.ศ.2548-ปัจจุบัน)