โรคซึมเศร้า

158 11 Nov 2021

ข่าวเด็กป่วยซึมเศร้า จบชีวิตตัวเองไปอย่างน่าเศร้าใจในเช้านี้ น้องสาวผมนางนึกกลัว รีบข้อความมาถามอาการทางใจผม เลยบอกไปว่า อายุขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องฆ่าตัวตายหรอก เดี๋ยวมันก็ตายเอง แหละ...

เรื่องโรคซึมเศร้านี้ สำคัญมากในปัจจุบัน  ทำให้ผมอดนึกถึง เรื่องราวเยาวชนไม่ได้ ความป่วยทางใจมาจากหลายสาเหตุ ซึ่งปรากฏขึ้นเป็นอาการได้ทุกเมื่อและทุกคน ภาวะอันเกิดจากความรู้สึกที่ขาด ที่ไม่เหมือน ที่ไม่ได้ไม่พอ ไม่ใช่ และไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ทำให้เด็กจ่อมจม รู้สึกไม่ดี หรือ ลบ กับชีวิตกับตัวเอง

ผมเองก็เข้าใจ ครั้งหนึ่ง ก็คิดว่าตัวเองป่วยด้วยอาการเช่นนี้ อยู่พักใหญ่ สาเหตุเพราะความไม่มี และ ไม่เหมือน ผมเป็นคนที่รู้สึกกับอะไรแรงๆ มากๆ แล้วก็ดิ่งลงแบบเป็นศูนย์ หรือ ลบ จนไม่มีพลัง ไม่อยากแม้จะหายใจ โทษทุกอย่างหรือโทษแต่ตัวเอง จึงเป็นคนที่ต้องมีใครอยู่ใกล้ๆ คอยปลอบโยน

สังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่ใช้วัตถุทุ่มโถม รักแบบล้นเกิน ประเคนทุกอย่าง ให้เป็นเทวดาของครอบครัว หรือ ถูกทอดทิ้ง แต่วัยเยาว์ ฯลฯ ทำให้ใช้ หรือ มีชีวิตปกติไม่ได้ ผจญ เผชิญไม่ได้

ออกไปอยู่ภายนอก เจอกับความจริง ความโหดร้าย ความเป็นมนุษย์แบบอื่น ที่ไม่ได้ ประเคน หรือให้คุณเป็นนางฟ้า เป็นเทวดา เหมือนพ่อแม่ ก็เลยป่วย หรือบางครอบครัว ตอนนี้ เยอะมาก รักแบบผิด จำกัดบริเวณ ให้ลูกๆเล่นแต่ในหมู่พี่น้อง หรือญาติ  ให้ลูกไปเรียนในเมือง ในที่ดีๆ จนกลายเป็นคนแปลกแยกในชุมชน

ยิ่งเป็นครอบครัวที่มีเวลาให้ความรัก ความดูแล อบอุ่นน้อย เป็นครอบครัวที่ สร้างการเรียนรู้ มุมมอง และ สัมพันธ์กันอย่างเปิด ไม่ได้ มักจะเติบโตมาอย่างเก็บกด และซุกซ่อนตัวเอง จนป่วย

เมื่อมาเจอระบบ การศึกษา ที่ไม่ได้ใส่ใจความเป็นมนุษย์ เข้มงวดแต่เรื่องระเบียบ การปฏิบัติ การแข่งขัน คะแนน แพ้คัดออก และการเชิดชู คนเก่ง คนดี คนที่เชื่อฟัง “คำสั่ง” เป็นสนามชีวิตที่รกเรื้อไปด้วย “อำนาจ” ทำให้เด็กโตมาแบบ สั่นกลัว พรั่นพรึง กลัวสายตาครู กลัวถูกประจาน หน้าห้อง กลัวไม่ได้คะแนน กลัวต่างๆนานา ฯลฯ และหาวิธีชนะ หรือ ห้ได้มาด้วยโกหกตัวเอง ทั้งหมดล้วนมีผลต่อสภาพจิตใจ

เด็กๆ ร้อยคนที่เข้าระบบการศึกษา อาจจะมีสัก 10 คนที่ชนะและเข้มแข็ง สมบูรณ์แบบ ถูกสนใจ ถูกยอมรับ ตามเป้า และมีอีก 20 คนที่ล้มเหลว สิ้นเชิงจมปลัก พ่ายแพ้ ทำร้ายตัวเอง และ 70 คนที่กลางๆ ไม่รู้จะไปอย่างไร ไปทางไหน ไปเรื่อย ๆ แล้วแต่เกาะอะไรได้

ครอบครัวไทย โดยเฉพาะชนบท แทบทุกชุมชน ล่มสลายมาหลายปี ความไม่ได้เรียนต่อ ความยากจน ความจมปลักดักดานในวิถีบนที่ดิน ความไม่ใส่ใจอบรม ความไม่รู้จะอบรมอะไร เพราะโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีก้าวไปไกลมาก หากถ้าคุยด้วยเหตุผล เด็กๆสมัยนี้ มีความรอบรู้กว้างมาก จนพ่อแม่เองก็จำนน ความยากจนที่ต้องดิ้นรน ความละเลยการเข้าใจโลก ฯลฯ ก็ยิ่งทำให้ตัวเองปล่อยปละละเลย การพัฒนาความรู้ ทัศนคติ  ทำให้ลูกๆที่เกิดมาก็โตอย่างละเลย จึงโตแต่ตัว ไม่ได้ถูกฝึกฝน ขัดเกลา ทำให้ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีจุดหมายชีวิต สนใจแค่ความสนุก เที่ยว เมา และจบลงที่มั่วสุม มีเซ็กส์ มีลูกแต่ยังอายุน้อยๆ แล้วก็เอามาทิ้งให้พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เลี้ยงตามมีตามเกิด ชุมชนชนบท เป็นเยอะมาก

บ้างนึกได้ก็กลับตัวกลับใจ เปลี่ยนแปลงออกไปทำงานซึ่งก็ทอดทิ้งลูก ไปหาแต่เงิน  แต่ไม่น้อยที่ ยังใช้ชีวิตเดิม ๆ แล้วก็เอามาให้พ่อแม่เลี้ยง คนที่ 1 ที่ 2 ไปเรื่อยๆ กระหน่ำซ้ำเติม ภาวะยากจน และจบลงคือ คนเลี้ยง ต้องทำงานหนัก เพื่อปากท้อง เพื่อความอยู่รอด จึงซุกซ่อนความเครียด ความคาดคั้น ความกดดันในครอบครัว คนแก่คนเฒ่าเลี้ยงเด็ก นั้นต่างจาก พ่อแม่ การมองโลก การเข้าใจ เท่าทัน ปัจจุบัน เราจึงมีเด็กๆ ที่โตมากับคนแก่ เยอะมาก

ผมทำงานกิจกรรมกับคนหนุ่มสาว อยู่หลายปี เน้นการสร้างพลังในตัวตน สร้างอุดมคติ สร้างปณิธานชีวิตที่อยู่และดำเนินไปอย่างมีค่า ในสังคมพอ กลับมาอยู่บ้านก็มาทำกิจกรรมกับเยาวชน ต่ออีกหลายรุ่น ซึ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ สิ่งที่เด็กชนบท บ้านนอกเป็นมากที่สุด คือ ขาดแรงบันดาลใจ ถ้าถาม เกินครึ่งหนึ่ง ไม่รู้จะเรียนไปทำไม ? หรือ การมีจุดหมายชีวิต

การคลุกคลีกับเยาวชน ทำให้เห็นชีวิตหลายคน ตั้งแต่เด็ก จนเติบโตเป็นวัยรุ่น และเป็นหนุ่มสาว เติบโตมาอย่าง ทื่อๆ ไม่มีความใฝ่ฝันอะไรเลย  มีเด็กจำนวนมาก มากกว่าครึ่งต่อครึ่ง  ที่มีปัญหา สุดท้ายก็จบลง ที่ยาเสพติด เหล้า บุหรี่ เลิกเรียน มั่วสุมและมีลูก มีความรุนแรง แล้วก็ทอดทิ้ง และ ไม่น้อยทิ้งชีวิตไปเลย ทั้งๆ ที่อายุยังน้อย กลายเป็นวังวนปัญหาที่หยั่งรากลึกมากในชุมชนชนบท และในสังคมไทย

กิจกรรมนอกสถานศึกษา จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่ผมเคยพยายามอย่างมาก ที่จะรองรับการหันเห หนีระบบที่ตีตราให้ล้มเหลวจากโรงเรียน กิจกรรมที่ไม่มีการให้คะแนน ไม่มีรางวัลหรือคำชม เยินยอ กิจกรรมที่กระตุ้นให้เขาเห็นคุณค่าตัวเอง หาทีทางชีวิตให้ตัวเองอยู่ได้อย่างมีความหมายและมีเป้าหมาย กิจกรรมที่ประคองให้เขามีเวลา ได้ค้นพบตัวเอง ซึ่งโรงเรียนไม่มี ผมทำกิจกรรมกับเด็กๆ มาสักระยะก็ปราฏว่า ระยะหลังๆ เด็กๆ ก็ถูกอัดแน่นด้วยกิจกรรมเช่นกัน เพราะเชื่อว่า โรงเรียนมีพื้นที่มากพอรองรับความหลากหลายได้  ทั้ง ๆ ที่ บางครั้ง การเปลี่ยนที่ เปลี่ยนสนามก็เป็นเงื่อนไขที่ได้ผล เป็นทางเลือกที่สอง ซึ่งในความเป็นจริง ควรจะมี สาม สี่ ห้า ทางเลือก ให้เด็กๆ เยาวชน ได้เข้าไปสนุกสนาน สร้างพัฒนาชีวิตให้ตัวเอง

เด็กๆหลายคนเติบโตมาแบบเคว้งคว้างจากครอบครัวก็หนักหนาพอแล้ว ยังมาเจอระบบแพ้คัดออกจากโรงเรียน ซึ่งก็เข้าใจ ว่า โรงเรียนเองก็รับภาระหนัก ระหว่างจำนวนนักเรียนกับบุคลากร และภาระการสอน กลับบ้านก็เจอสภาพปัญหาเดิมๆ ไปโรงเรียนก็เจอปัญหาเก่าๆ เด็กหลายคนจึงโตมาแบบป่วย และไม่มีที่ไป

ยิ่งตอนนี้ ประเทศนี้ บริหารจัดการสังคม แบบไร้ชีวิต ไม่มีที่ให้คนพักผ่อน สนุกสนาน ไม่มีพื้นที่ให้วัยต่างๆ ได้มาปะทะสังสรรค์ ไม่มีงานสวนสนุก ไม่มีงานรื่นเริง เทศกาลเฮฮา ฯลฯ แถมตอนนี้ โรคระบาด ไปเที่ยวไม่ได้ ไปไหนไม่ได้ ใครๆ ก็ป่วยซึมเศร้า ครับ

ผมพูดมาตลอด ว่า ลำพังสถาบันครอบครัว ที่ชีวิตวุ่นวนแต่เรื่องหาเงิน หารายได้มาจุนเจือ ค่าใช้จ่ายก็สาหัสแล้ว จึงมีเวลาน้อยในการสร้างความรักความอบอุ่นความเข้าใจ บ้างก็โยนแต่เงินให้ แล้วก้พ่น คำว่า หนัก เหนื่อย กรอกหู สังคมชุมชนเองก็แปลกแยก แข่งขัน ไร้การปฏิสัมพันธ์ เล่นหัว อยู่แบบบ้านใครบ้านมัน ทั้งหมดล้วนกดดัน ทำลายพื้นฐานการมีชีวิตเป็นมนุษย์

สังคมไทย โดยเฉพาะคนชนบท ไม่อ่านหนังสือ ไม่หาความรู้ ไม่สร้างประสบการณ์ ความเข้าใจชีวิต ความเข้าใจโลก ก็ยิ่งหยาบกระด้างต่อกัน ไม่ละเมียดในการเข้าใจภาวะทางอารมณ์ จึงมักใช้กำลัง ใช้อำนาจ ใช้ความรุนแรง แก้ปัญหา

สำหรับผมโรคซึมเศร้าเป็นโรคสมัยใหม่ เกิดได้ทุกชนชั้น ยิ่งคนรุ่นใหม่ ที่โตมาจากการแข่งขัน แย่งชิง พอมีครอบครัวก็มุ่งแต่จะทำงาน แข่งงาน ทำตนให้มีคุณภาพ ให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่ บ้างก็เรียนต่อ บ้างก็มุ่งทำตำแหน่ง หาโอกาสไม่หยุดในหน้าที่การงาน เพื่อความก้าวหน้า เพื่ออะไรมากมายที่สำคัญ แต่....  แต่ เวลาครอบครัว เวลาที่ปล่อยไปอย่างสนุกสนาน ยาวนาน ไม่มี ไม่มีความเป็นมนุษย์แม่ มนุษย์พ่อ  ที่ หยอกล้อ เล่นหัว ทำอาหาร วิ่งเล่น ฯลฯ กลับไม่มี ซึ่งเยอะมาก ครอบครัวมีทุกอย่าง แต่ลูกๆก็ป่วยซึมเศร้า ไม่มีความสุข ที่ร้ายกว่านั้น คือ คนในครอบครัวเอง ที่ไม่เคยเห็น และทำให้กระทบกระเทือนจิตใจ ซ้ำๆซากๆ

หนังสือ ทำให้ผมรู้ว่า การคิดเชิงบวก การรู้จักสร้างความหวัง สร้างพลัง เป็นยารักษาได้ ทำให้เข้าใจกลไกทางความคิด ทางอารมณ์ และการฝึกฝนให้เท่าทันอารมณ์ตัวเองด้วย ที่สำคัญ การภูมิใจในความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ ของตัวเอง การรู้จักหัวเราะให้กับความล้มเหลว การรู้จักปลุกปลอบประโลมใจ และการมีพื้นที่ชีวิต ทำให้เราหนีออกจากอาการป่วยซึมเศร้าได้!!

ไม่แปลกที่เด็กๆ จะมีระยะหนึ่ง มาติดพัน คลุกคลี กับผม เพราะรู้สึกว่า ที่นี่ไม่ดุด่า ซ้ำเติม ที่นี่ให้ความสำคัญทุกคนทุกบทบาท ที่นี่มีเสียงหัวเราะ มีความอบอุ่น มีบรรยกาศเหมือนครอบครัว ใส่ใจกัน

ไม่ใช่มั่วสุม อย่างที่พ่อแม่หลายๆ คนประณามผมมา....!!!

Contact Information

  • : มูลนิธิกองทุนไทย Thai Fund Foundation 2044/23 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ บางกะปิ ห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
  • : webmaster@thaingo.org
  • : 082 178 3849
  • : www.thaingo.in.th

Thai NGO

ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม