ตอนที่ 3 ชีวิตคือการเดินทาง

104 02 Oct 2021

ร้อยหวัน พันธุ์ป่า  ตอนที่ 3 ชีวิตคือการเดินทาง
        ปิ๊ก จิ๊ฟ ฝน อ้อ อูดดี๊  มิ๊ก จ้อย อูน และ แป๊ป ซึ่งแป๊ปนี่ ผมมักเรียกว่า “ไอ้ไข่ย้อย” เพราะบุคลิกหน้าตา เข้าเค้าคลับคล้ายพระเอกหนุ่ม ในหนังเรื่อง เพื่อนสนิท ที่เพิ่งออกโรงไปไม่นาน ผมยืนเก้ๆ กังๆ ต่อหน้าน้องๆ จาก ม.สารคาม ได้พักหนึ่ง หลังจากพรั่งพรูคำถามในใจต่อภาพล้อมวงจั่วไพ่ ทั้งๆ ที่เพิ่งมาถึง ว่า “เอ๊ะ !! นี่คนหนุ่มสาว 8-9 ชีวิต เหล่านี้จะเดินทางไปถึงปักษ์ใต้เชียว ไปเพื่อทำกิจกรรมกับเด็กๆ และลุยงานอาสา จะไหวหรือนี่  ?? “ ใจจริง อยากร้องถามให้ใครก็ได้สักคนหนึ่งตอบ แต่ก็สลัดทิ้ง แล้วก็พยายามหยุดคิด ในเรื่องไม่ดี กลับกัน ผมอยากมองในมุมใหม่ๆ ต่อเค้ามากกว่า บางทียุคสมัยเปลี่ยนไป โลกของคนหนุ่มสาวก็อาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ ดังนั้น “เราไม่ได้หาคนสาระที่สุด แต่เราหาคนที่ไร้สาระน้อยที่สุด” แค่นั้นเอง ผมมักนึกถึงถ้อยคำปลอบใจเดิมๆ “ถ้าเราตั้งใจจริง ไม่สิ้นหวัง อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้” หลังจากทุกคนพร้อม รถบัสก็เริ่มเคลื่อนล้อออกเดินทาง ประมาณบ่าย 3 กว่าๆ รวมแล้ว 19 ชีวิตจากรุงเทพฯ เป้าหมายแรก คือมุ่งสู่นครศรีธรรมราช เพื่อแวะรับเพื่อนๆ ชาวอาสา จาก ม.วลัยลักษณ์อีก 11 ชีวิต นับว่าเป็นตัวเลขสมาชิกชาวค่ายที่ผมดีใจและพอใจ ที่สุด จาก 2 คน ที่ นก ริตติกาล แจ้งก่อนหน้านี้เพียง 2 อาทิตย์ กับ 30 คนที่ยืนยันแน่นอน และ 6-7 คน ที่ยังไม่ยืนยัน นับว่ามากโขทีเดียว
 เมื่อรถเคลื่อนไป บรรยากาศแห่งมิตรภาพก็หมุนตาม ทุกอย่างพุ่งไปหน้า “บนถนนสายจิตอาสา” ผมเป็นคนอีสาน และก็ชอบอุปนิสัยคนอีสาน ที่หล่อหลอมจากวัฒนธรรมแบบอีสาน ชอบตรงที่ คนอีสานรักสนุก มีอารมณ์ขัน มีความเป็นศิลปินในตัว ชอบร้องชอบรำ ยอมรับผู้อื่นได้ง่าย เปิดใจและมีมนุษยสัมพันธ์ดี ในด้านการทำงานก็ให้ความร่วมไม้ร่วมมือดีด้วย ทำให้ทีมงานเรา ซึ่งมีเพียงผมกับเต๊ะ จากฝ่ายบริหารเข้ามาช่วย รวมแล้วแค่ 2 คน  2 คนกับสมาชิก 28 คน บนรถไปค่าย แต่ก็โชคดี ที่เรามีเพื่อนจากค่ายแรก คือค่ายแม่ดึ๊ ไปด้วย 2 คน มี ด้วง กับ แจ๋ว โดยเฉพาะ ด้วง เพื่อนที่อาศัยใบหน้าผมมาเกิด นั้น ช่วยเสริมบรรยากาศได้ไม่น้อย
 นอกจาก ม.มหาสารคาม เรายังมีจาก ม.ศิลปากร 2 คน คือ นิ กับ ปุ้ย ที่ดูแล้วเหมือนเด็กคงแก่เรียน ที่สุด ใบหน้าเต็มไปด้วยเคว๊สชั่นมาร์คตลอดเวลา หากจะยิ้มทีคงต้องคำนวณเป็นสมการ และอีกคนจากอาสา ม.ราม  คือ เบิร์ด ซึ่งเท่าที่ทราบ เบิร์ดทำงานกิจกรรมเยาวชนในเขตอีสานใต้ด้วย ในกลุ่มชาวค่ายนี้ เบิร์ดจึงรู้เรื่องงานทางสังคมที่สุด  แล้วก็มีน้องๆ เยาวชน จาก โรงเรียนสายปัญญาซึ่งเพิ่งจบ มัธยม มา 2 คน คือ นัท และ โบว์  กับ 2 สาววัยใสรายหลัง ทำให้ผมและทุกๆ คนตื่นเต้นมาก เพราะนี่คือเยาวชน ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะน้องนัทนั้น เป็นเยาวชนมุสลิมเสียด้วย 
 เยาวชนรุ่นใหม่ใจกล้า กำลังร่วมเดินทางไปกับขบวนรถคนอาสา ไปลงแรงเรียนรู้สร้างสรรค์ชุมชน ที่สำคัญเยาวชน วัยนี้เปรียบเสมือนผ้าขาว ที่ใครจะแต่งแต้มสีอะไรก็ง่าย 
         “สำหรับผม นัท และ โบว์ คืออรุณรุ่งของโลกใหม่”  …..
คนขับรถซึ่งมีเพียงรายเดียว เหยียบคันเร่งพาเราทะยานลงปักษ์ใต้อย่างคึกคะนอง เสียงเพลงจากแผ่นซีดี แผ่นแล้วแผ่นเล่าที่เปิดฟัง เกมส์ต่างๆ ที่เราสลับกันนำเสนอออกมาเล่น เราล้วนสนุกสนานไปจนดึกดื่น ริ้วรอยปริวิตกของผมเริ่มจางหาย
 เมื่อ  มิ๊ก เด็กหนุ่มร่างล่ำสันจากสารคาม ที่ซึ่งผมแอบมอง ตั้งแต่เดินเข้าบ้านในยามเช้าวันแรก มิ๊กไม่ทักทายใคร ไม่สนทนาปราศรัยกับใคร ไม่มีรอยยิ้มว่ายินดีหรือวิตก เดินสะพายย่ามพระใส่รองเท้าแตะ ที่สำคัญมัก แยกตัวจากเพื่อนๆ ไปนอน หรือไปนั่งอยู่ห่างๆ กลุ่ม แต่คืนนี้ ผมยิ้มอย่างมีความหวัง บนรถที่แล่นห้อตะบึง ดีใจที่เห็น มิ๊ก หรือ อูดดี้ ลุกขึ้นสลับกันสร้างสีสันบรรยากาศ 
 เพราะ “จิตอาสา” ไม่ใช่อยู่ที่โครงงานเบื้องหน้า หรือสังคมกว้างใหญ่แค่นั้น “แต่จิตอาสาพร้อมที่จะอยู่กับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในหมู่เพื่อนๆ อันเป็นกำลังหลักของมวลชนด้วย”
 จนค่อนดึก เมื่อทุกคนเริ่มหลับ ผมจึงลงมานั่งเบาะหน้า ใกล้ๆ คนขับ เพื่อสนทนาเป็นเพื่อนคนขับ หลังจากนี้ว่า ภารกิจที่หนักหนาที่สุด สำหรับคนผลักดันงานค่าย คือ “ความปลอดภัยของเพื่อนๆ ชาวค่าย”  และแม้จะเป็นคืนที่สอง ที่ผมต้องอดหลับต่อ แต่ก็มีแรงใจสู้ โดยเฉพาะเสียงเพื่อนๆน้องๆ ที่ยังเล่นเกมส์กันบนรถ 
        “เดี๋ยวมาเล่นเกมส์สุภาษิตไข่กันน่ะเพื่อนๆ” เสียงแจ๋ว แหววดังออกมาจากหลังรถ
        “พี่ด้วงเริ่มก่อน”
        “มือไม่พาย อย่าเอาไข่ราน้ำ” ด้วงตะโกนลั่น ด้วยน้ำเสียงทะเล้นๆ 
        “เย๊ๆ” เพื่อนๆ ตรบมือร้องรับ
        “น้องปุ้ย” 
         “น้ำท่วมไข่” ปุ้ยตะโกนรับ
        “เย๊ๆ เย๊ๆ” ชาค่ายตรบมือดังขึ้น
        “น้องโบว์ คร้าบ”  เสียง อูดดี๊ ขานชื่อแหลมปรี๊ด อย่างมีเจตนา
        “อย่าจับไข่สองมือ คะ” น้องโบว์ สาวน้อยผู้มีความสดใสน่ารักประดับขบวน ตอบด้วยเสียงแผ่วเบา หน้าแดงและเขินอายจนม้วนตัวลงเบาะ
        “เย๊ๆ เย๊ๆ เย๊ๆ เย๊ๆ เย๊ๆๆๆๆๆ” เหล่าหนุ่มๆ ลุกขึ้นตรบมือยาวๆ อย่างพอใจ...........

 

Contact Information

  • : มูลนิธิกองทุนไทย Thai Fund Foundation 2044/23 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ บางกะปิ ห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
  • : webmaster@thaingo.org
  • : 082 178 3849
  • : www.thaingo.in.th

Thai NGO

ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม