รางวัลสันติประชาธรรม

67 views

 

รางวัลสันติประชาธรรม รางวัลอันทรงเกียรติ สำหรับบุคคลทรงคุณค่าที่ดำเนินงานตามแนวทาง ตามรอย ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกโดยUNESCO โดยเรามักจะรู้จัก ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในฐานะเศรษฐศาสตร์ นักการศึกษา และนักพัฒนา โดยรางวัลดังกล่าวใช้ชื่อว่าสันติประชาธรรม ซึ่งเป็นหลักการที่ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้นำเสนอให้เป็นหลักคิดสำหรับการเกิดสันติ และความเป็นธรรมในแวดวงต่างๆ เพื่อขจัดความขัดแย้งด้วยสันติวิธี นอกจากนี้ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังถือเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ความกล้าหาญ ความเรียบง่ายสมถะ ความเด็ดเดี่ยว ความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยของท่าน ยังปรากฏชัดเป็นที่ประจักษ์ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่อนุชนเสมอมา จนได้ชื่อว่าเป็น คนตรงในประเทศคต
                   รางวัลสันติประชาธรรม จึงเป็นรางวัลที่เกิดขึ้นเพื่อสืบสานปณิธาน ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และยังเป็นรางวัลที่มอบให้แก่บุคคลอันทรงคุณค่าโดยการเปิดกว้าง ไม่จำกัดคุณวุฒิ และวัยวุฒิ หากแต่เป็นผู้ที่ทำงาน อุทิศตนเพื่อสังคม มีความซื่อสัตย์ สุจริต ต่อหน้าที่การงาน และต่อประชาชน

 

ตัวอย่างบุคคลที่เคยได้รับรางวัลมาแล้ว ได้แก่

คุณบรรจง นะแส นักเคลื่อนไหว ต่อสู้เรื่องการอนุรักษ์ทะเลไทย ที่ต่อสู้เรื่องการประมงไทยที่เขามองว่าเป็นการทำลายล้าง และต่อสู้ในโครงการต่างๆเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอีกมากมาย (ภาคประชาสังคม)

บรรจง นะแส เป็นคนที่ไม่มีอาชีพอะไร นอกจากรับจ้างประท้วงโครงการใหญ่ๆของรัฐบาลหรือว่าอาจเป็นเพียงนายหน้าค้า ความจน ดังคนผู้นั้นได้เคยปรามาสผู้มารวมตัวกันคัดค้านโครงการการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เอาไว้เช่นนั้นอย่างเปิดเผยละนี่อาจเป็นสาเหตุให้ บรรจงและผู้นำการชุมนุม รวม ๑๒ คนต้องถูกนำตัวไปสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเพิ่มเติมในค่ายตำรวจตระเวนชายแดน จังหวัดสงขลา หลังจากที่ชาวบ้านผู้หญิงผู้ชายเด็กสตรี ไม่เว้นแม้กระทั่งคนชราที่ไม่เห็นด้วยกับท่อส่งก๊าซที่จะนะ แล้วแสดงออกอย่างสันติ

บรรจง นะแส เป็นบุคคล ที่มุ่งมั่นในแนวทางสันติ มุ่งมั่นพัฒนาความสัมพันธ์ การมีส่วนร่วมของชุมชนโดยการปลดปล่อยท้องทะเลให้แก่คนเล็กๆ ในชนบทเพื่อให้พวกเขาสามารถกำหนดชะตากรรมของตัวเองและลูกหลาน นับว่าเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์การพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อย่างแท้จริง

 

 คุณอดิศร พวงชมพู นักธุรกิจเจ้าของแบรนด์เสื้อแตงโม  ที่ต้องการสร้างคู่ค้าเหมือนขายเสื้อยืดป้องกันประเทศ  เนื่องจากปัจจุบัน วงการสิ่งทอโดนรุก  ตลาดไทยค่อยๆ ลดลง  มียอดขายรวมปีละมากกว่าพันล้าน  ดังนั้นคนไทยต้องนิยมและใช้ของไทย   มีการบริหารจัดการในการดูแลพนักงานเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน  และมีโครงการขยายฐานสร้างงานให้คนท้องถิ่นมีอาชีพ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

อีกทั้งได้ผันแปรลงมาสู่การเป็นเจ้าของแนวคิดโครงการทำนา ๑ ไร่ ได้เงิน ๑  แสน  ที่นำแนวคิดเกษตร "ทฤษฏีใหม่" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ มาปรับใช้อย่างได้ผลและเผยแพร่ให้เกษตรกรไทย  และอยากมุ่งไปทำงานกลุ่มเกษตรกร โดยย้อนคิดถึงสุภาษิตโบราณ ที่สืบทอดกันมาว่า  “ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว “ วันนี้เหลือแต่ประโยคหลังอย่างเดียว ส่วนคำว่า ในน้ำมีปลา  มีนัยยะถึงเรื่องการลดโลกร้อน การทำให้น้ำสะอาด การไร้สารพิษ แต่เราทิ้งทุกอย่างพอพ่อค้าบอกว่าจะเอาข้าว เราอยากได้เงิน จนลืมคำสอนพ่อแม่ จึงมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่โครงการ ฯ ให้เกษตรกรได้ตระหนัก และเห็นคุณค่าและภูมิใจในอาชีพเกษตรกร

 

คุณนันทวัน หาญดี เธอเป็นแกนนำร่วมกับประชาสังคมในจังหวัดฉะเชิงเทรา-ปราจีนบุรี-ชลบุรี ในการรณรงค์เพื่อปกป้องพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารภายใต้ชื่อ “๓๐๔ กินได้” (ที่บางทีก็เติมต่อท้ายอย่างมีสีสันว่า “ข้าวใหม่ ปลามัน”) เธอเป็นนักต่อสู้เรื่องอาหารที่น่าชื่นชมที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย คำพูดของเธอที่ว่า              “ไม่ควรมองว่าอาหารคือสินค้า แต่ต้องมองว่าอาหารคือชีวิต”

คุณนันทวัน ได้แสดงให้เราพลอยประจักษ์ถึงการหล่อหลอมและสรุปบทเรียนการทำงานพัฒนาอย่าง “กัดไม่ปล่อย” ของหญิงสาวคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเลือกกระทำเพื่อพาหูชนคนส่วนใหญ่ที่ต้องตกอยู่ข้างฝ่ายเสียเปรียบในสังคมมาโดยตลอดประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ แม้มีอยู่บ้างบ่อยๆ ครั้ง ที่การเป็นนักพัฒนาจะถูกหมิ่นแคลนจากผู้คนและสังคมแต่สิ่งเหล่านี้มิได้บั่นทอนขวัญกำลังใจ

 

และคุณวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ผู้ซึ่งทำงานราชการอย่างซื่อสัตย์ สุจริต แม้ผู้ใต้บังคับบัญชาจะกระทำผิดพลาด แต่วิทูรัช ศรีนาม เลือกที่จะรับผิดชอบแทนด้วยความรับผิดชอบสูงสุด (ภาคราชการ) พร้อมทั้งการยึดคำสอนของบรรพบุรุษที่เป็นตุลาการ ที่สอนให้ปฏิบัติตนทำบ้านเมืองให้สงบสุขเป็นข้าราชการที่มีความมุ่งมั่น ทำงานด้วยอุดมการณ์ ความเชื่อ ในการสืบสานและเจริญรอยตามวัตรปฏิบัติของบิดาของการเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  “ การทำงานในนามพระปรมาภิไธยของในหลวง ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ให้มีความเสื่อมเสียหรือมัวหมองใดๆทั้งสิ้น ทั้งการทำงานและการปฏิบัติตัว ”

 

๑ วัตถุประสงค์

          ๑ เพื่อคัดเลือกบุคคลที่ทำงานอุทิศตนเพื่อสังคม โดยไม่จำกัดสาขาอาชีพ รับรางวัล ให้เป็นแบบอย่างแก่บุคคลทั่วไป

          ๒ เพื่อเชิดชูเกียรติ และสนับสนุนการทำงานของบุคคลที่ทำงานเพื่อสังคมในแนวทางสันติประชาธรรม ให้มีกำลังทรัพย์ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ 

          ๓ เพื่อเผยแพร่และประกาศเกียรติคุณของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

          ๔ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และปลุกจิตสำนึก ให้สังคมไทย ในด้านการพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นเป้าหมาย (people as smatter)

 

๒ เงินรางวัล

          ๑ รางวัลสันติประชาธรรม สำหรับภาคประชาสังคมและ NGOs : ๑ รางวัล ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ  โล่เกียรติยศ และเงินรางวัล ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)

          ๒ รางวัลสันติประชาธรรม (พิเศษ) สำหรับภาคราชการ : ๑ รางวัล ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ และโล่เกียรติยศ

          ๓ รางวัลสันติประชาธรรม (พิเศษ) สำหรับภาคธุรกิจเอกชน : ๑ รางวัล ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ และโล่เกียรติยศ

 

๓ ผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ได้แก่

          ๑ ภาคประชาสังคม (NGOs)

          ๒ ภาคธุรกิจ และเอกชน / ภาคธุรกิจเพื่อสังคม (SE)

          ๓ ภาคราชการ

          ๔ .บุคคลทั่วไป

          ๕ ผู้ที่เคยได้รับรางวัล

 

 

๔ คุณสมบัติของผู้รับรางวัลสันติประชาธรรม

          ๑ ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

          ๒ เป็นผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานเพื่อสังคมอย่างมีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

          ๓ เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

          ๔ ไม่เป็นคณะกรรมการพิจารณามอบรางวัล

          ๕ เป็นบุคคลที่ถูกเสนอชื่อโดยกลุ่ม องค์กร หรือหน่วยงานที่ทำงานด้านการพัฒนาสังคม จากองค์กรประชาสังคม NGOs หน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานภาคธุรกิจเอกชน (ไม่ควรเป็นองค์กรที่ตนเองสังกัด)

 

๕ หลักเกณฑ์การพิจารณา

ด้านตัวบุคคล

          ๑ ทำงานสอดคล้องกับแนวคิดสันติประชาธรรมของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (กล้าหาญ ใช้ความรู้ ซื่อสัตย์ เข้าใจและเห็นใจคนจน เสมอต้นเสมอปลาย ร่วมมือทำงานกับอื่นที่มีความเห็นต่างได้)

          ๒ สามารถนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ไปรับใช้กลุ่มประชาชน ที่ประสบปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม

          ๓ ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

          ๔ มีความประพฤติดี และปฏิบัติตนควรแก่การยกย่องเชิดชู

 

          ด้านการทำงาน

          ๕ มีการทำงานที่แสดงให้เห็นว่ามีประสานพลัง (synergy) จากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งจากหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร และ/หรือระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ให้ผสมผสานกับพลังชุมชน /กลุ่มฐานราก/กลุ่มรากหญ้า เพื่อความเป็นธรรมในสังคม ทั้งนี้โดยยึดชุมชนเป็นหลัก

          ๖ มีการทำงานที่เน้นความเป็นไทย ภูมิปัญญาไทยเป็นฐาน และเชื่อมประสานความรู้สากล ใช้ความรู้สากลเป็นเครื่องมือเสริม/สนับสนุนพลังความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

         

 

๖ ขั้นตอนการดาเนินการคัดเลือก

๑ คณะกรรมการพิจารณารางวัลสันติประชาธรรม พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม

๒ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้ได้รับรางวัลสันติประชาธรรม โดย วันและเวลาจะประกาศให้ทราบในภายหลัง

 

 

๗ การพิจารณาตัดสิน

การพิจารณาตัดสินบุคคลที่สมควรได้รับรางวัลสันติประชาธรรม อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการพิจารณารางวัลสันติประชาธรรม ทั้งนี้ ผลของการตัดสินของคณะกรรมการพิจารณารางวัลฯให้ถือที่เป็นสุด และหากปีใด ไม่ปรากฏว่ามีผู้ที่เหมาะสมจะได้รับรางวัล ให้งดรางวัลสาหรับปีนั้น

 

๘ ขั้นตอน และช่องทางการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล

องค์กร หน่วยงาน และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับรางวัล อ่านรายละเอียด และดาวโหลดแบบฟอร์มเสนอชื่อ ได้ที่ https://www.psds.tu.ac.th/santiprachatham2562

สอบถาม หรือ โทร 02-564-4440 - 79 ต่อ 1044
อีเมล์ puey.prachatham@gmail.com

 

 

         

 

 

 

 

บทบรรณาธิการ

Read More

บทความ

Read More

Contact Information

มูลนิธิกองทุนไทย Thai Fund Foundation 2044/23 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ บางกะปิ ห้วยขวาง กรุงเทพ 10310

webmaster@thaingo.org

082 178 3849

www.thaingo.in.th

ThaiNGO

ข่าวสารสังคมนอกสื่อกระแสหลัก ข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเอ็นจีโอ ข่าวกิจกรรมเพื่อสังคม งานสัมนา สมัครงานเอ็นจีโอ ร้องเรียน แจ้งข่าว…ประนามประจาน !! ที่ได้รับความทุกข์ร้อนไม่เป็นธรรม

ThaiNGO.in.th